
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงหลุดจากระดับ 4,000 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นทำให้ราคาน้ำมันยังคงเคลื่อนไหวในระดับสูง ซึ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) [GOLD.X] ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 59.70 ดอลลาร์ หรือ 1.47% ปิดที่ 3,992.10 ดอลลาร์/ออนซ์
ราคาน้ำมันยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงานในตะวันออกกลาง หลังจากมีรายงานว่า อิหร่านได้ขอให้กลุ่มฮูตีในเยเมนเตรียมพร้อมที่จะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเป็นประตูสู่ทะเลแดง หากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน ซึ่งบ่งชี้ว่าอิหร่านจะเปิดแนวรบใหม่กับสหรัฐฯ และจะทำให้เส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลกตกอยู่ในความเสี่ยง
นักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งอาจผลักดันให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยล่าสุด เครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 53% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.2% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้นแตะระดับ 4.581%
ทั้งนี้ การแข็งค่าของดอลลาร์ส่งผลให้สัญญาทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นสกุลเงินดอลลาร์นั้น มีราคาแพงขึ้นและไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่น ๆ ส่วนการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





