รัฐบาลเร่งเครื่องดึงลงทุนจีน เปิด BOI เฉิงตู นายกฯ ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน

นายกรัฐมนตรีเชิญชวนนักลงทุนจีนขยายการลงทุนมายังประเทศไทย โดยยืนยันว่า ไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุนที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน พร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้าที่เชื่อถือได้ เพื่อสร้างการเติบโตและยั่งยืน เป็นความสำเร็จร่วมกันในระยะยาวของทั้งสองประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ณ นครเฉิงตู อย่างเป็นทางการ พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาการลงทุน “Thailand-China Investment and Economic Forum 2026” โดยมีผู้ว่าการมณฑลเสฉวน ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเข้าร่วมงาน และผู้เข้าร่วมงานสัมนาในครั้งนี้อย่างคับคั่ง

นายอนุทิน กล่าวว่า ในนามของรัฐบาลไทยต้องแสดงความขอบคุณรัฐบาลจีนและสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมณฑลเสฉวน (CCPIT) ที่ให้การสนับสนุนการจัดตั้งสำนักงาน BOI แห่งนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลไทยมุ่งเน้นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับจีนในระดับท้องถิ่นให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

โดยมณฑลเสฉวนถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญเนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 6 ของจีน และมีประชากรกว่า 80 ล้านคน ซึ่งมีศักยภาพใกล้เคียงกับประเทศไทย

ปัจจุบันไทยและจีนได้เน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงผ่านเส้นทาง New International Land-Sea Trade Corridor และนโยบายเศรษฐกิจเฉิงตู-ฉงชิ่ง ซึ่งจะทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างจีนตะวันตก เอเชียใต้ และอาเซียน โดยมีประเทศไทยทำหน้าที่เป็นประตูหลัก (Gateway) ของภูมิภาค

ในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าในปีที่ผ่านมา มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากผู้ประกอบการจีนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 3.8 หมื่นล้านหยวน หรือราว 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 67%

ขณะที่การค้าระหว่างไทยและเสฉวนในปี 2568 ขยายตัวสูงถึง 112% สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และซัพพลายเชนที่เข้มแข็งของประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ใน 3 มิติหลัก ได้แก่

1. Speed หรือ ความรวดเร็ว โดยเร่งรัดการลงทุนผ่านโครงการ Thailand Fast Track เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งประสบความสำเร็จในการปลดล็อกการลงทุนไปแล้วกว่า 700,000 ล้านบาท

2. Talent หรือการพัฒนาคน โดยมีการสนับสนุนงบประมาณผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ BOI และมาตรการ Skill Up Bridge เพื่อพัฒนาทักษะบุคลากรไทยให้รองรับเทคโนโลยีขั้นสูง

    3.Strength ความแข็งแกร่งจากภายใน การกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้นควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ความมุ่งมั่นดังกล่าวส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s และ S&P ปรับมุมมองต่อประเทศไทยในเชิงบวก และทำให้อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยขยับขึ้นจากอันดับที่ 30 มาอยู่ที่อันดับ 26 ในปีนี้

    นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนจีน ในประเทศไทยจะได้รับโอกาสการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน

    ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า สำนักงานที่นครเฉิงตูถือเป็นสำนักงานบีโอไอแห่งที่ 18 ของโลก และเป็นแห่งที่ 4 ในประเทศจีน เพิ่มเติมจากสำนักงานเดิมที่ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครกวางโจว โดยสำนักงานแห่งใหม่นี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประสานงานและสนับสนุนนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวจีนในพื้นที่เขตภาคตะวันตกของจีนโดยเฉพาะ

    สำหรับยุทธศาสตร์สำคัญในการดึงดูดการลงทุน บีโอไอจะมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High-tech) และอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนที่เกื้อกูลกันและสร้างผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมให้กับทั้งสองฝั่ง

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแบ่งปันประสบการณ์ความสำเร็จจากบริษัทเอกชนชั้นนำที่เข้าไปลงทุนจริง อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) บริษัทในกลุ่มกระทิงแดงกรุ๊ป และบริษัทรถยนต์ฉางอัน (Changan Automobile)

    การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งจากมณฑลเสฉวน เช่น สำนักงานการต่างประเทศ กรมพาณิชย์ และสภาส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ (CCPIT) รวมถึงหน่วยงานฝ่ายไทย ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจไทย-จีน

    “บีโอไอและสำนักงานเฉิงตูพร้อมทำหน้าที่เป็น จุดเชื่อมโยงสำคัญ (Connection Hub) ในการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้นักลงทุน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างไทย มณฑลเสฉวน และประเทศจีน ให้เติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป” นายนฤตม์ กล่าว

    โดย รัชดา คงขุนเทียน