“อนุสรณ์” แนะใช้ Negative Income Tax ควบคู่รัฐสวัสดิการ แก้ปัญหาทั้งระบบ พร้อมชู 4 ยุทธศาสตร์แก้จน

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้ลงทะเบียนขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 18.82 ล้านราย แต่มีผู้ผ่านเกณฑ์เพียง 9.51 ล้านราย ขณะที่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม 13.33 ล้านคน ปัญหาฐานะการคลังบวกการคัดกรองแข็งตัวทำให้คนจนจริงจำนวนหนึ่ง ตกหล่นจากสวัสดิการโดยรัฐ เป็นปัญหา Exclusion Error ของระบบสวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์

นายอนุสรณ์ มองว่า กระบวนการพิสูจน์ความจนมีปัญหา เพราะไม่มีบูรณาการข้อมูล ไม่กระจายอำนาจ ต้นทุนสูง รัฐบาลไทยต้องพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลางเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับประชาชนเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งข้อมูลตามหน่วยราชการต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายกันอยู่ในแต่ละหน่วยงาน ข้อมูลสถาบันการเงิน ข้อมูลการถือครองทรัพย์สิน ข้อมูลการใช้จ่ายจากฐานข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อมูลภาคเอกชน การพัฒนาระบบภาษีเชิงลบ (Negative Income Tax) โดยใช้มาตรการสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนยื่นแบบแสดงรายได้และข้อมูลภาษี หากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ให้โอนเงินช่วยเหลือให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพได้ตามมาตรฐานขั้นต่ำ

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ขีดความสามารถทางการคลังของประเทศมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง รายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันต่อรายจ่ายประจำ หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และในความเป็นจริงสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุเพดานไปแล้วหากรวมหนี้จากมาตรการกึ่งการคลัง ตามมาตรา 28 พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงได้รับจัดสรรงบประมาณเพียง 42,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำเนินการ

หากไม่สามารถจัดสรรงบเพิ่มได้ ก็จำเป็นต้องลดกลุ่มคนที่จะได้รับสิทธิลงมา แต่หลักเกณฑ์ในการคัดกรองต้องมีประสิทธิภาพ อาจจะต้องปรับเกณฑ์ไม่ให้แข็งตัวเกินไป มีความยืดหยุ่นจะทำให้มาตรฐานการคัดกรองสะท้อนฐานะเศรษฐกิจที่แท้จริงของผู้ลงทะเบียนบัตรคนจนได้ดีขึ้น โดยกลุ่มคนที่ถูกตัดสิทธิอาจเป็น “คนจนจริง” โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้สูงวัยป่วยติดเตียง เป็นต้น

“การจัดสรรงบประมาณสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลดลงจากปี 2569 มากถึง 14,400 ล้านบาท งบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 อยู่ที่ 56,400 ล้านบาท การจัดงบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2570 เพียง 42,000 ล้านบาท สะท้อนความตั้งใจที่รัฐบาลต้องการปรับลดงบประมาณส่วนนี้ลงมา และอาจมีความมั่นใจว่า ตัวเลขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมนั้น มีคนอยากจน หรือจนไม่จริง ได้รับประโยชน์อยู่จำนวนไม่น้อย เป็น ปัญหา Inclusion Error” นายอนุสรณ์ กล่าว

พร้อมระบุว่า หากนำเอาผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม 13.33 ล้านคน มาคำนวณเงินและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมดในกรณีผู้ถือบัตรทุกคนใช้สิทธิจากวงเงินเต็มเพดาน ผู้ถือบัตร 1 คนมีวงเงินสิทธิรวมประมาณ 12,920 บาทต่อปี หากทุกคนใช้สิทธิเต็มที่จะใช้งบประมาณโดยรวมสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท การคัดกรองออก จึงเป็นผลสืบเนื่องจากปัญหาฐานะทางการคลังของประเทศในขณะนี้ด้วย

ทางออก คือ ต้องใช้ภาษีเชิงลบบวกรัฐสวัสดิการแก้ทั้งระบบ ใช้ยุทธศาสตร์แก้จนกระจายรายได้ และสิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน คือ การปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ขยายฐานภาษี โดยเฉพาะต้องหารายได้จากภาษีทรัพย์สิน รวมทั้งปฏิรูปกิจการภาครัฐ เพื่อลดค่าใช้จ่ายประจำลงด้วย ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนระบบสวัสดิการฐานสังคมสงเคราะห์ ต้องพิสูจน์ความจน ทำให้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกเสียศักดิ์ศรีเป็น ระบบสวัสดิการฐานสิทธิเพิ่มขึ้น

นายอนุสรณ์ เห็นว่า ควรพัฒนาระบบภาษีเชิงลบ (Negative Income Tax) ขึ้นมา เพื่อช่วยทำให้การบริหารการคลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีสวัสดิการช่วยเหลือคนได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ต้องอาศัยมาตรการประชานิยมแจกเงินแจกสวัสดิการที่มีความไม่แน่นอนและขาดความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว ประชาชนจำนวนมากยังไม่มีความมั่นคงในชีวิตหลังเกษียณ

ดังนั้น จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ในการยกระดับรายได้ของคนจนให้อยู่เหนือเส้นความยากจน ช่องว่างรายได้ระหว่างคนจนและคนรวยในสังคมไทยห่างกันประมาณ 1,500% หรือ 15 เท่า

  • ยุทธศาสตร์ที่ 1 ต้องสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนทั้งหมดเข้าถึงสิทธิ และมีการกระจายกรรมสิทธิให้เป็นธรรมทั่วถึง
  • ยุทธศาสตร์ที่ 2 การทำให้ประชาชนเข้าถึงปัจจัยในการดำรงชีพ และการมีสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้า
  • ยุทธศาสตร์ที่ 3 การปฏิรูปรายได้ภาครัฐและภาษี เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอ ไม่เกิดหนี้สาธารณะจนเกิดความเสี่ยงทางการคลัง
  • ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างอำนาจต่อรองให้กับประชาชน การเพิ่มการกำกับตรวจสอบเพื่อลดการทุจริตรั่วไหล ลดการรีดไถประชาชน ลดการเรียกรับสินบนจากภาคธุรกิจ

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

ข่าวล่าสุด