HILITE: หุ้นกลุ่ม รพ.ย่อตัว หลังโบรกฯมองนโยบาย “คลินิกพรีเมียมภาครัฐ” อาจกระทบกำไร

เมื่อเวลา 15.32 น. หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ปรับตัวลดลง

CHG ลบ 1.84% ลดลง 0.03 บาท มาที่ 1.60 บาท มูลค่าการซื้อขาย 34.71 ล้านบาท

BH ลบ 1.61% ลดลง 3.00 บาท มาที่ 183.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 712.48 ล้านบาท

BDMS ลบ 1.02% ลดลง 0.20 บาท มาที่ 19.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,183.52 ล้านบาท

BCH ลบ 0.93% ลดลง 0.10 บาท มาที่ 10.70 บาท มูลค่าการซื้อขาย 161.16 ล้านบาท

THG ลบ 0.67% ลดลง 0.05 บาท มาที่ 7.45 บาท มูลค่าการซื้อขาย 7.09 ล้านบาท

PR9 ลบ 0.56% ลดลง 0.10 บาท มาที่ 17.90 บาท มูลค่าการซื้อขาย 14.25 ล้านบาท

บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) (CGSI) ระบุในบทวิเคราะห์ว่ารัฐบาลไทยได้จัดตั้ง “คลินิกพรีเมียม” 16 แห่งในโรงพยาบาลรัฐและสถาบันเฉพาะทาง เพื่อรองรับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง ผู้มีประกันสุขภาพ และผู้ป่วยชาวต่างชาติ เพื่อให้สามารถเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (ที่มา: Bangkok Biz News) ส่วนรายได้จากคลินิกเหล่านี้จะนำมาใช้เพิ่มค่าตอบแทนแพทย์และปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ ขณะที่กรมการแพทย์มีแผนจะเปิดคลินิกพรีเมียมเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้กลุ่มโรงพยาบาลเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการโรงพยาบาลระดับกลาง (mid-tier) มีการแข่งขันสูงขึ้น

โดยที่บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล [BCH] มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มจำนวนคลินิกพรีเมียมมากที่สุด เพราะธุรกิจหลักของบริษัทอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งของคลินิกพรีเมียมส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม BCH กำลังขยายกิจการไปยังเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อลดการพึ่งพาตลาดกรุงเทพฯ ทำให้พื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นตลาดหลักของบมจ.โรงพยาบาลจุฬารัตน์ [CHG] มีการแข่งขันสูงขึ้น ขณะที่บมจ. โรงพยาบาลรามคำแหง [RAM] มีความเสี่ยงเช่นกันจากการมีโรงพยาบาลอยู่ในกรุงเทพฯ แต่การควบรวมกิจการกับบมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป [THG] น่าจะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว เนื่องจากช่วยเพิ่มสัดส่วนธุรกิจในตลาดต่างจังหวัด ซึ่งได้รับผลกระทบจากแผนเปิดคลินิกพรีเมียมน้อยกว่า

แม้ว่าการเปิดคลินิกพรีเมียมในโรงพยาบาลรัฐเพิ่มเติม ทำให้การแข่งขันในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนมีความท้าทายมากขึ้น โดยถึงแม้ว่าผู้ประกอบการโรงพยาบาลระดับพรีเมียมอย่างบมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ  [BDMS] และบมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์  [BH] อาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาเฉพาะทาง และมีฐานลูกค้าในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ แต่โรงพยาบาลระดับกลางที่เน้นรับกลุ่มผู้ป่วยที่จ่ายค่ารักษาเอง อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากจำนวนผู้ป่วยนอกที่ลดลง, การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นและค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวอาจทำให้มีการแข่งขันดึงตัวบุคลากรทางการแพทย์กันมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับบริษัทประกัน เนื่องจากคลินิกพรีเมียมของภาครัฐเป็นทางเลือกที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแต่มีมาตรฐานการรักษาที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้น ในภาพรวม เราจึงมองว่าประเด็นนี้น่าจะกลายเป็นปัจจัยลบเชิงโครงสร้างในระยะยาวมากกว่าจะเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงต่อผลกำไรในระยะสั้น

ดังนั้น เชื่อว่าการขยายตัวของโรงพยาบาลรัฐระดับพรีเมียมจะทำให้มีการแข่งขันรุนแรงขึ้นในกลุ่มโรงพยาบาลระดับกลาง โดยเฉพาะ BCH, CHG และ RAM ที่เน้นให้บริการแก่ผู้ป่วยในประเทศที่จ่ายค่ารักษาเองและมีประกันสุขภาพ CGSI ได้ปรับลดประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายของผู้ประกอบการเหล่านี้

โดยปรับลดคำแนะนำของ BCH และ CHG เป็น “ขาย” แต่ยังแนะนำ “ถือ” สำหรับ RAM แต่ยังคงชอบโรงพยาบาลระดับพรีเมียมที่มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติสูง และยังแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มโรงพยาบาล โดยเลือก BH และ PR9 เป็นหุ้น Top Pick เพราะมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์มากกว่า

ส่วนปัจจัยบวกที่จะหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น คือการฟื้นตัวของจำนวนผู้ป่วยชาวต่างชาติและอุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่ Downside Risk จะมาจากการขยายตัวของโรงพยาบาลรัฐที่เร็วกว่าคาด ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมารุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจไทยที่อ่อนตัวกว่าคาดการณ์

โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล/รัชดา คงขุนเทียน