SCC มั่นใจปี 69 EBITDA เข้าเป้า 5.5 หมื่นล้าน ครึ่งปีแรกโตแล้ว 35% “แพคเกจจิ้ง-ซีเมนต์”อุ้ม เคมีฟื้น ดันรายได้โตต่อ

บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] กางแผนรับมือมรสุมเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 69 มั่นใจ Adjusted Cash EBITDA ทั้งปีเข้าเป้า 5.5 หมื่นล้านบาท หลังครึ่งปีแรกทำได้สวย 42,913 ล้านบาท พุ่ง 35% ได้ธุรกิจแพคเกจจิ้งและซีเมนต์ช่วยพยุง พร้อมอานิสงส์บาทอ่อน-ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีเริ่มฟื้น แม้ต้องเผชิญศึกหนักจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลางดันค่าระวางเรือพุ่ง 3 เท่าจนต้องสั่งเลื่อนเดินเครื่องโรงงาน ROC ในเดือนสิงหาคมนี้

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 69 บริษัทเชื่อมั่นว่า กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ที่เป็นกระแสเงินสดและปรับปรุงรายการพิเศษแล้ว (Adjusted Cash EBITDA) จะแตะระดับ 5.5 หมื่นล้านบาทได้ ซึ่งเติบโตมากกว่าปีก่อนอย่างแน่นอน หลังจากที่ครึ่งปีแรกมี Adjusted Cash EBITDA แล้ว 42,913 ล้านบาท ด้านรายได้ปี 69 คาดโตต่อเนื่องจากปี 68 ที่ 516,954 ล้านบาท รับราคาปิโตรเคมีพุ่ง รวมทั้งปริมาณและราคาขายธุรกิจแพ็คเก็จจิ้งยังเติบโต นอกจากนี้การที่เงินบาทอ่อนค่ายังส่งผลบวกต่อบริษัท

แม้แนวโน้มครึ่งปีหลัง สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะรุนแรงมากกว่าครึ่งปีแรก ส่งผลให้ธุรกิจเคมิคอลส์จะมีความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากสงครามขยายความรุนแรงมายังพื้นที่ทะเลแดง จึงยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับตัวให้ทันสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจแพคเกจจิ้งและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในช่วงครึ่งหลังของปี 69 ว่ายังคงมีความท้าทายสูง ทั้งจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอน การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้าประเทศ และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวนสูง

ดังนั้นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยปัจจุบันบริษัทสามารถจัดหาวัตถุดิบได้ครอบคลุมถึงเดือนสิงหาคม ส่วนช่วงเวลาที่เหลือยังต้องติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด พร้อมมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนอย่างเหมาะสม

นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า หลังจากเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริษัทได้ปรับแผนการจัดหาวัตถุดิบจากนอกพื้นที่ โดยปัจจุบันไม่มี Feedstock ที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว แม้ว่าบริษัทก็ยังคงซื้อสินค้าจากตะวันออกกลางอยู่แต่เปลี่ยนเส้นทางขนส่งไปยังทะเลแดง (Red Sea) ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวมีการโจมตีเกิดขึ้น ส่งผลให้เรือขนส่งต้องยกเลิกเส้นทางและอ้อมไปเส้นทางอื่น ล่าช้ากว่าเดิมราว 2 สัปดาห์ และดันค่าระวางเรือ (Freight) ในเส้นทางไกลพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้แผนการกลับมาเดินเครื่องโรงงาน ROC ในเดือนสิงหาคมนี้อาจต้องเลื่อนออกไป เนื่องจาก Feedstock ไม่เพียงพอ ซึ่งการจะกลับมาเดินเครื่องได้เมื่อไรนั้นยังต้องติดตามสถานการณ์เป็นรายสัปดาห์ ขณะเดียวกัน ในช่วงปลายปีบริษัทมีแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงงาน MOC แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจพิจารณาเดินเครื่องต่อไปก่อน ซึ่งทางเทคนิคโรงงาน MOC ยังสามารถเดินเครื่องต่อเนื่องได้อีกประมาณ 1 ปี

นอกจากนี้ โดยปกติช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นช่วงที่กำลังการผลิตจากจีนและสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น จนเกิดภาวะสินค้าล้นตลาด (Oversupply) แต่จากสงครามในตะวันออกกลางอาจทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป โดยอุปสงค์ (Demand) มีแนวโน้มลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่การแข่งขันเริ่มปรับตัวดีขึ้นและไม่รุนแรงเท่าในอดีต เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกที่ไม่เติบโตในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการควบรวมกิจการและการลดกำลังการผลิต ทำให้ Supply เก่าในตลาดลดลง จึงมองว่าในระยะถัดไปอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น

ทั้งนี้ ประเมินดีมานด์ไตรมาส 3/69 ยังเติบโตเนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลที่หลายประเทศจะสต็อกสินค้าเตรียมขายปลายปี ทำให้มีความต้องการใช้เม็ดพลาสติกจำนวนมาก แต่ดีมานด์ในประเทศไทยชะลอตัวเนื่องจากเป็นช่วง Low season ของการก่อสร้าง แต่ในแง่ของราคายังปรับตัวขึ้นเพราะต้นทุนวัตถุดิบขึ้น

ส่วนความคืบหน้าในการศึกษาความร่วมมือกับ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล [PTTGC] ปัจจุบันยังคงเดินหน้าตามแผน และคาดว่าจะสามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้

“เราอยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมานาน และมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าปลายทางเป็นหลัก ทำให้เราบริหารจัดการในภาวะที่มีความผันผวนได้ดีกว่ารายอื่น แม้ปัจจัยภายนอกจะยังผันผวน แต่ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) เริ่มดีขึ้น ซึ่งหากถามว่าจะกลับไปแย่เหมือนปีที่แล้วหรือไม่ เราเชื่อว่าจะไม่กลับไปเป็นแบบนั้นอีก” นายศักดิ์ชัย กล่าว

“แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลัง 2569 ยังท้าทายสูงจากความไม่แน่นอนของความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะในตะวันออกกลางซึ่งมีแนวโน้มลุกลาม การแข่งขันด้านราคาสินค้าที่รุนแรง เงินเฟ้อ และต้นทุนพลังงานผันผวน แต่เอสซีจีมั่นใจว่าจะรับมือได้อย่างเข้มแข็ง ด้วยกลยุทธ์ที่ดำเนินไปแล้วและพร้อมเดินหน้าต่อ เชื่อมั่นว่า Adjusted Cash EBITDA ทั้งปีนี้ จะดีกว่าปี 2568 สามารถดูแลผู้ถือหุ้นทุกคน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มได้ต่อเนื่อง

ส่วนปีหน้า เอสซีจียังคงเร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วยกลยุทธ์ระยะกลาง อาทิ ผลักดันโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม การร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจใหม่ การบริหารฐานผลิตอาเซียน การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ และการนำหุ่นยนต์-AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งจะแล้วเสร็จในปลายปี 2570 มั่นใจว่าจะทำให้เอสซีจีเติบโตยั่งยืนแน่นอน“นายธรรมศักดิ์ กล่าว  

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 SCC มีรายได้จากการขาย 259,570 ล้านบาท กำไรสำหรับงวด 17,758 ล้านบาท ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ จะมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 12,649 ล้านบาท

ขณะที่ ไตรมาส 2/69 เอสซีจี มี Adjusted Cash EBITDA 27,984 ล้านบาท รายได้จากการขาย 136,243 ล้านบาท กำไรสำหรับงวด 11,535 ล้านบาท ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษ จะมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 10,833 ล้านบาท หนี้สินสุทธิ ลดลง 39,176 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงอยู่ที่ 3.7 เท่า จาก 5.0 เท่า และมี เงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 2/69 เพิ่มขึ้นเป็น 76,775 ล้านบาท

โดย วรินทร ศิรินอก

ข่าวล่าสุด