สหรัฐฯ จับตาไทย-จีน-ญี่ปุ่นในบัญชีเฝ้าระวังค่าเงิน แต่ยังไม่พบประเทศปั่นค่าเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ไทย จีน ญี่ปุ่น และประเทศคู่ค้ารายใหญ่อีก 7 ประเทศ ยังคงถูกจัดอยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง (Watchlist) เพื่อจับตาดูว่ามีพฤติกรรมการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่

ในรายงานรอบครึ่งปีที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ยื่นต่อสภาคองเกรสในวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) นั้น ทางกระทรวงไม่ได้ระบุว่าประเทศคู่ค้าประเทศใดปั่นค่าเงิน ซึ่งการถูกระบุว่ามีพฤติกรรมดังกล่าวอาจถูกสหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร

อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ ซึ่งทำการประเมินแนวปฏิบัติทางเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2568 ระบุว่า “จีนยังคงโดดเด่นในบรรดาประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของเรา ในเรื่องการขาดความโปร่งใสเกี่ยวกับนโยบายต่าง ๆ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน”

สำหรับประเทศคู่ค้าอีก 7 ประเทศที่อยู่ในบัญชี “ติดตามดู” (Monitoring) ได้แก่ เยอรมนี ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน และเวียดนาม

เกณฑ์ที่นำมาใช้ประเมินว่าประเทศใดอาจกำลังแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมนั้น มีอยู่สามประการด้วยกัน

ประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ จะถูกจัดอยู่ในบัญชีดังกล่าว หากเข้าข่ายเกณฑ์สองในสามประการ ซึ่งได้แก่ มียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างน้อย 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์, มียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างน้อย 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และมีการเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องเพียงฝั่งเดียว

ในส่วนของญี่ปุ่นนั้น รายงานระบุว่า ญี่ปุ่นไม่ได้เข้าแทรกแซงตลาดเงินในช่วงเวลาดังกล่าว และ “ยังคงมีความโปร่งใสเป็นพิเศษเกี่ยวกับกิจกรรมการแทรกแซง โดยมีการเปิดเผยข้อมูลการแทรกแซงรวมเป็นรายเดือน และรายละเอียดการแทรกแซงเป็นรายวันทุกไตรมาส”

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า รายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของสกุลเงินเยน แม้ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นจะแคบลงก็ตาม

“แม้ปัจจัยระดับโลก เช่น ความผันผวนของตลาดการเงินและราคาน้ำมัน อาจจะมีผลกระทบต่อเงินเยน แต่ความผันผวนที่มากเกินไปของเงินเยนก็เป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์” กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุในรายงาน

โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กัลยาณี ชีวะพานิช

ข่าวล่าสุด