“เอกนิติ” รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เลิกพึ่งส่งออก เร่งปฏิรูป 3 ด้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน แก้ปัญหาสังคมสูงอายุ และเพิ่มทักษะแรงงานรับอุตสาหกรรมอนาคต ดึงเศรษฐกิจไทยกลับมาโต 3+ ขณะที่จับตาเงินเฟ้อสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ชี้เป็นจุดอันตรายเศรษฐกิจ ทำให้เครื่องยนต์น็อกได้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ”ว่า ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจไทยโดยเปรียบเทียบโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือนเครื่องบินที่บินเอียง มาตลอด 30 ปี เนื่องจากการพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70% ของจีดีพี พร้อมแนะแนวทางฟื้นฟูด้วยการปรับโครงสร้างการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตจาก 2.7% สู่ 3% พลัส
นายเอกนิติ กล่าวว่า เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกมีขนาดใหญ่เกินไป ทำให้เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทันที ขณะที่เครื่องยนต์ด้านการลงทุนในประเทศอ่อนแอลงเหลือเพียง 17% ของจีดีพี
“วันนี้เครื่องบินไทย ถ้าเราวิเคราะห์ดี ๆ เครื่องยนต์เราบินเอียงมาตลอดในช่วง 30 ปีหลัง เพราะเราบินด้วยเครื่องยนต์ส่งออก เมื่อไหร่โลกดีเราก็ดีไปด้วย เมื่อไหร่โลกแย่เราก็แย่ไปด้วย”นายเอกนิติ กล่าว
การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของผมในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกฯ และรมว.คลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป
อย่างไรก็ตาม ยังมี 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือ เสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดีคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อ ซึ่งจากที่เงินเฟ้อติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ ไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพ และการบริโภคของคนไทย ซึ่งเราต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้ อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตาคือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา(เม.ย.-พ.ค.69) เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 6 แสนล้าบาท

ขณะเดียวกัน ได้เห็นโอกาสครั้งใหญ่จากการย้ายฐานการผลิต เช่นเดียวกับช่วงปี 1980 โดยปัจจุบันมีอุตสาหกรรมไฮเทคย้ายเข้ามาในไทยมากขึ้น เช่น การผลิตอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ในสระบุรีและอยุธยา อุตสาหกรรมชิปสำหรับ Data Center และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก
อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับการลงทุนเหล่านี้ รัฐบาลได้ผลักดันนโยบาย Direct PPA หรือการปลดล็อกให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินใจสำคัญของนักลงทุนระดับโลกกว่า 80-90% ซึ่งโลกปัจจุบันความมั่นคงจะเป็นเงื่อนไขสำคัญของเศรษฐกิจ วันนี้เกิดการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ ทุกคนต้องการที่ปลอดภัย
“นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้า เซนเตอร์ ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นข ณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7% แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโต 3%++”
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แนวทางที่ผมจะทำคือ ปฎิรูป 3 อย่าง คือ การปฎิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่สอง ปฎิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฎิรูปทักษะแรงงานไทย ซึ่งผมทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เราได้เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมทั้งปรับให้เด็กไทย มีหลักสูตรเรียนให้ตรงกับความต้องการงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการจ้างงานอัตราค่าจ้างสูง รวมทั้งเร่งกระจายความเจริญ และคนเก่งๆ ไปในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น
“ผมมีความกังวลต่อโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยในอัตราเร่งที่เร็วกว่าญี่ปุ่น โดยสัดส่วนคนอายุเกิน 60 ปีจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่อัตราการเกิดต่ำลง จึงเสนอโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงทักษะแรงงานให้ตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมชิปที่ให้เงินเดือนเริ่มต้นถึง 30,000 บาท”
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในปี 69 คนไทย 100 คน มี 20% อายุเกิน 60 ปี หรือในวัยเกษียณ เช่น คนญี่ปุ่น ยังทำอาชีพ พนักงานต้อนรับในโรงแรม หรือร้านสะดวกซื้อ ไทยจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้กลับมามีงานทำ เรื่องนี้ได้คุยกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องคนไทยเรียนป.ตรีแต่ไม่ตรงความสามารถ สิ่งสำคัญทำโครงการ Skill Bridge สะพานเชื่อมทักษะ คนไทยอยากเรียนอะไรให้ตรงทักษะ ทำอย่างไรให้คนไทยมีรายได้ เกิดการจ้างงาน
สำหรับการขับเคลื่อนนโยบาย นายเอกนิติ กล่าวเปรียบการบริหารเศรษฐกิจเหมือนทีมฟุตบอล โดยมีภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” รัฐบาลเป็น “กองกลาง” ที่คอยจ่ายบอลผ่านการปลดล็อกกฎระเบียบ (Thailand Fast Pass) และมี “กองหลัง” ที่แข็งแกร่งคือวินัยการเงินการคลัง
“นโยบายเศรษฐกิจต้องสร้าง Tomorrow วันนี้ถ้าเราไม่เปลี่ยนผ่านตอนนี้ รออีก 10 ปีไม่มีทางทำได้แล้ว โดยไทยต้องยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้สูงขึ้น และตั้งเป้าเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High Income Country) แม้จะเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอดทนในการฝึกซ้อมเหมือนนักกีฬา แต่เชื่อว่าหากร่วมมือกัน ไทยจะสามารถคว้าแชมป์ครั้งสุดท้ายนี้ได้สำเร็จ”นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวเน้นย้ำความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว พร้อมระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยกลับมามีความสำคัญในสายตาชาวโลกอีกครั้ง และเป็นจังหวะสำคัญที่จะคว้าโอกาสในกระแสโลกใหม่ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
ทั้งนี้ รัฐบาลจะขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Investment-Led Growth หรือการเติบโตที่นำโดยการลงทุน โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF) โดยในปีนี้เตรียมนำเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท มาใช้ในโครงการต่อยอดทางด่วน และในอนาคตมีแผนจะขยายผลไปสู่โครงการ Smart Grid เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาดและไฟฟ้าสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศที่ทำให้ไทยเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
นอกจากนี้ นายเอกนิติยังได้มอบนโยบายให้กรมสรรพากรนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อคืนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ในระบบดิจิทัลให้รวดเร็วขึ้นทันที เพื่อช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยในไตรมาสที่ผ่านมาสามารถคืนภาษีให้ SME ไปแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกันในส่วนของ BOI ยุทธศาสตร์ใหม่จะไม่เน้นเพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุน แต่จะเน้นคุณภาพและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมต่อทักษะสมัยใหม่ เช่น AI และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าให้แก่คนไทย โดยย้ำว่าถ้าอุตสาหกรรมไหนที่คนไทยเก่งขึ้น เราจะกำหนดให้มีการจ้างงานคนไทยในระดับที่สูง เพื่อให้การลงทุนต่างชาติตกถึงมือคนไทยอย่างแท้จริง
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/เสาวลักษณ์ อวยพร





