“อนุสรณ์” เตือนมาตรา 301 ฉุดส่งออกไทยครึ่งปีหลังชะลอ จี้รัฐมีจุดยืนเจรจาสหรัฐฯ-เตรียมแผนรับมือวิกฤตพลังงาน

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ  ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า จากการที่สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการภายใต้มาตรา 301 คาดว่า จะส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกไทยที่อาจจะชะลอลงช่วงครึ่งปีหลัง จึงต้องมีการประเมินผลกระทบต่อภาคส่งออกไทยให้ชัดเจน และเตรียมการในการรับมือให้ดี

ทั้งนี้ นายอนุสรณ์ มองว่า ปัญหากีดกันการค้าจะเกิดจากประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินมากกว่าแรงงานบังคับ ซึ่งกรณีแรงงานบังคับนั้น สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เสนอจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมสองอัตรา ได้แก่ อัตรา 10% กลุ่มประเทศที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ หรือ มีมาตรการบางส่วนที่ช่วยป้องกันนำเข้าสินค้าดังกล่าวและจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 12.5% 

สำหรับกลุ่มประเทศที่เหลือ ไทยและเวียดนามอยู่ในกลุ่มประเทศที่อาจเจออัตราภาษี 12.5% ขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซียมีข้อตกลงกับสหรัฐฯเกี่ยวกับการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับไปแล้ว จึงไม่เจอภาษีเพิ่มขึ้นจากประเด็นแรงงานบังคับ 

อย่างไรก็ตาม นายอนุสรณ์ ประเมินว่า ผลกระทบต่อภาคส่งออกไทยด้วยอัตราภาษีสูงขึ้นจากประเด็นแรงงานบังคับยังจำกัด เพราะเมื่อนำเอารายการสินค้าที่ยังคงได้รับการยกเว้นภาษี (2,120 รายการ ประมาณครึ่งหนึ่งของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ) ผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกจากประเด็นปัญหาแรงงานบังคับจึงยังจำกัดอยู่ แต่จะมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับการยกเว้น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ อาจกระทบมูลค่าส่งออกได้ หากไม่มีการยกระดับมาตรฐานแรงงานให้ดีขึ้น

นายอนุสรณ์ มองว่า เป้าหมายในการเจรจาการค้าจากผลกระทบมาตรา 301 ของสหรัฐฯไม่ใช่การลดอัตราภาษีให้ต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ไทยควรมีจุดยืนปฏิเสธข้อเสนอต่อรอง เพื่อลดภาษีที่อาจนำไปสู่ผลกระทบวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลต่อระบบสาธารณสุข เช่น สหรัฐฯต้องการผลักดันการคุ้มครองข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญาของการผลิตยาเพิ่มเติม ด้วยการห้ามผู้ผลิตยาสามัญ (Generic) ในไทยนำข้อมูลการทดลองของบริษัทยาต้นแบบมาใช้ขึ้นทะเบียนยาในช่วงเวลาหนึ่ง แม้สิทธิบัตรยาจะหมดอายุแล้ว หากรัฐบาลไทยนำสิ่งนี้ไปต่อรองกับการลดภาษีจะกระทบต่อประชาชนในการเข้าถึงยาสามัญราคาถูก

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะขาดดุล 3 มิติ “บัญชีเดินสะพัด-งบประมาณ-เงินทุนเคลื่อนย้าย”

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะขาดดุลสามมิติ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลงบประมาณ ขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย แม้ส่งออกเดือนมิถุนายนยังขยายตัวได้ดีมาก แต่การนำเข้าก็เร่งตัวมากจนทำให้ดุลการค้าขาดดุลมากกว่า -6.5 พันล้านดอลลาร์ 

ทั้งนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราการขยายตัวส่งออกดี เพราะมีการเร่งนำเข้าก่อนการเพิ่มภาษีระอกใหม่ตามมาตรา 301 จะเกิดขึ้น การรับมือกำแพงภาษีรอบใหม่และปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ด้วยยุทธศาสตร์การลงทุนมีความสำคัญ 

พับแผนแลนด์บริดจ์ เปิดทางเลือกพัฒนาภาคใต้คุ้มค่า ยั่งยืนกว่า

ส่วนการพับแผนแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล นายอนุสรณ์ มองว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะโครงการแลนด์บริดจ์ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง การยกเลิกโครงการจะทำให้เกิดโอกาสของทางเลือกในพัฒนาภาคใต้ในโครงการอื่นๆที่คุ้มค่ายั่งยืนกว่า สามารถใช้งบประมาณไปพัฒนาท่าเรือระนองและท่าเรือชุมพร แล้วเชื่อมต่อระบบการคมนาคมขนส่งสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆของอาเซียนและทางภาคตะวันตกของจีน และ พัฒนาเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงจากจีน มา ลาว มายัง ท่าเรือน้ำลึกระนอง  

นายอนุสรณ์ ยังกล่าวถึง สงครามปิดช่องแคบฮอร์มุสระลอกใหม่และขยายวงไปยังน่านน้ำทะเลแดง ว่า ส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานและสินค้า เพิ่มแรงกดดันขาดดุลการค้าของไทยเพิ่มเติม ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงและเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอีก หากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวขึ้นไปเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลต่อวิกฤตการณ์พลังงานในประเทศได้ และควรมีการเตรียมการสำรองน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการ พร้อมกับเสนอให้เรียกประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พรก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทโดยด่วน เพราะไทยกำลังจะเผชิญวิกฤติพลังงานระลอกใหม่ ต้องเรียกหน่วยงานต่างๆ มาชี้แจงว่า โครงการและแผนงานเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะใช้เงินกู้จาก พรก.ไปถึงไหนแล้ว  

โดย ฐานิสร์ ทองนอก

ข่าวล่าสุด