
ครม. เห็นชอบให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการเดิม รับสิทธิต่อเนื่องถึง 30 ก.ย. 69 และให้กลุ่มผู้ผ่านคุณสมบัติ และกลุ่มทบทวนสิทธิผ่านใหม่ เริ่มรับสิทธิพร้อมกัน 1 ต.ค. 69 พร้อมเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลการตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อลดภาระประชาชนในการทบทวนสิทธิ
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอ เพื่อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ในระหว่างช่วงการปรับปรุงฐานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบ เพื่อให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐมีความแม่นยำ ครอบคลุม และสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชน โดย ครม.มีมติ ดังนี้
- เห็นชอบให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2565 ในปัจจุบัน ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (เดิมเป็นวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) โดยไม่ต้องดำเนินการใดเพิ่มเติม และให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ทุกราย เริ่มสิทธิประชารัฐสวัสดิการพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
- รับทราบแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติของคณะกรรมการฯ เพื่อให้ข้อมูล มีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริง และไม่ก่อให้เกิดภาระแก่ประชาชนในการแก้ไขข้อมูล โดยหน่วยงานเจ้าของข้อมูล จะเร่งปรับปรุงข้อมูลเชิงรุกให้ครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์คุณสมบัติต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวก และลดภาระการพิสูจน์ข้อมูลจากประชาชน ดังนี้
2.1 กรณีเป็นนักเรียน นักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมผู้เรียนในระบบการศึกษานอกระบบ สำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย
2.2 กรณีเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัท ให้ปรับปรุงข้อมูล โดยไม่รวมห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือเป็นวิสาหกิจชุมชน
2.3 กรณีผู้มีบัญชีฝากหลักทรัพย์ และบัญชีถือครองตราสารหนี้ ให้ปรับปรุงข้อมูล โดยไม่รวมบัญชีที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์/ตราสารหนี้ หรือมีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์/ตราสารหนี้ ที่มีมูลค่ารวมกันต่ำมาก
2.4 เกณฑ์รถ ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่นับรวมรถจักรยานยนต์ ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถจักรยานยนต์สะสม และรถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรม ที่มีอายุเกินกว่า 20 ปี เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูงหรือรถยนต์สะสม

โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้ประชาชนมีระยะเวลาที่เพียงพอในการขอทบทวนสิทธิ คณะกรรมการฯ ได้ขยายระยะเวลาการทบทวนสิทธิถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (เดิมวันที่ 31 กรกฎาคม 2569) ผ่าน 4 ช่องทางหลักของโครงการ ได้แก่
- เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th)
- แอปพลิเคชันเป๋าตัง
- แอปพลิเคชันทางรัฐ
- หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) โดยจะขยายเวลาในการแก้ไขข้อมูล ณ หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 (เดิมวันที่ 16 สิงหาคม 2569)
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนเพิ่มเติม กระทรวงมหาดไทย จะสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ผ่านกลไกระดับจังหวัด และอำเภอ ในการประชาสัมพันธ์การตรวจสอบสิทธิ และจัดตั้งศูนย์ One Stop Service : OSS เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ได้รับสิทธิที่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบ e-KYC และผู้ที่ต้องการทบทวนสิทธิ รวมทั้งแจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมสนับสนุนการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ อีกด้วย

นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า การดำเนินการของศูนย์ One Stop Service ที่เบื้องต้นได้มีการประกาศผลผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติในโครงการ โดยให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ 1.ในแอปพลิเคชันเป๋าตังค์ 2. แอปพลิเคชันทางรัฐ 3.เว็บไซต์ของกรมการปกครอง และหน่วยรับลงทะเบียนทั้ง 5 แห่ง คือ (ธ.ก.ส., ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย, ธอส. และธนาคารอิสลามฯ) โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบวงกว้างให้ประชาชนได้ทราบ
ทั้งนี้ กรมการปกครองจะแจ้งให้นายอำเภอ จัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อสนับสนุนการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ในระดับอำเภอเป็นศูนย์ One Stop Service เพื่อประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น ธนาคารกรุงไทย และหน่วยที่ตรวจสอบสิทธิอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่เดินทางมาติดต่อราชการไม่สะดวก ทั้งในส่วนของผู้ที่ได้รับสิทธิต้องยืนยันตัวตน และกลุ่มผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ ที่ประสงค์ยื่นขอทบทวนสิทธิ รวมทั้งได้แจ้งให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ได้รับทราบ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการของรัฐบาล
นายวินัย กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีของผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกที่มีกว่า 9.3 ล้านคนนั้น มีผู้มายื่นขอทบทวนสิทธิแล้ว 3.85 ล้านคน และยังไม่ยื่นขอทบทวนสิทธิอีกประมาณ 5.45 ล้านคน ซึ่งการตรวจสอบสิทธิในระดับอำเภอ ศูนย์ One Stop Service ได้ประชาสัมพันธ์ให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้านไปรับข้อมูล และนำมายื่นที่อำเภอ เพื่อตรวจสอบสิทธิได้ทันที
โดยกรณีมีบุตรหรือคู่สมรสไปใช้ในการหักลดหย่อนภาษี หรือเกณฑ์รายได้ค่าใช้จ่าย เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี สามารถตรวจสอบสิทธิจบได้ที่อำเภอ รวมถึงเกณฑ์เรื่องของอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน-บ้าน และในกรณีที่รถหาย หรือรถเก่า ก็สามารถตรวจสอบสิทธิได้ที่อำเภอเช่นกัน และรับเอกสารเพื่อนำไปยื่นให้กับหน่วยงานต่อไป
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





