ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (27 ก.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดลบ ขณะที่นักลงทุนรอดูบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่รายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 52,210.08 จุด เพิ่มขึ้น 262.83 จุด หรือ 0.51%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,413.18 จุด เพิ่มขึ้น 1.20 จุด หรือ 0.02%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 24,932.08 จุด ลดลง 43.74 จุด หรือ -0.18%
บริษัท Microsoft, Amazon, Meta และ Apple มีกำหนดรายงานผลประกอบการรายไตรมาสในสัปดาห์นี้ ขณะที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดในช่วงหลายปีมานี้ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจเริ่มสูญเสียแรงส่ง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นักลงทุนเกิดความกังวลหลังจากที่ Tesla และ Alphabet รายงานผลประกอบการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีการใช้จ่ายด้าน AI ในระดับสูง
ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) ยังคงปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยลดลง 2.2% ส่งผลให้ดัชนีลดลงแล้ว 21% จากระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. แม้ว่ายังคงเพิ่มขึ้น 63% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ก็ตาม
การเข้าซื้อขายวันแรกที่แข็งแกร่งของผู้ผลิตชิปจีน CXMT Corp. รวมถึงรายงานที่ว่าจีนเริ่มผลิตเครื่องผลิตชิปแบบ DUV (Deep Ultraviolet Lithography) ที่พัฒนาขึ้นเอง ส่งสัญญาณว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กับสหรัฐฯ กำลังทวีความรุนแรงขึ้น
จากทั้งหมด 11 กลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 มี 7 กลุ่มที่ปรับตัวขึ้น โดยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นเพิ่มขึ้น 1.58% ตามมาด้วยกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศที่เพิ่มขึ้น 1.25%
หุ้น Walmart ปรับตัวขึ้น 2.1%, Microsoft เพิ่มขึ้น 1.9% และ Johnson & Johnson บวก 1% ซึ่งทั้งสามบริษัทช่วยพยุงให้ดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก
ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงกว่า 8% มาอยู่ที่ประมาณ 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ระงับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านที่ดำเนินมานานสองสัปดาห์เมื่อวันเสาร์ (25 ก.ค.) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ความขัดแย้งกับอิหร่านดำเนินมายาวนานกว่า 5 เดือนแล้ว
หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลดลง โดยหุ้น Occidental Petroleum ร่วง 4.1% และ Exxon Mobil ลดลง 1.4%
นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 62% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50%-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค. ขณะที่นักลงทุนให้น้ำหนัก 38% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%
นอกจากนี้ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนมิ.ย. ซึ่งจะประกาศในวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) จะเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้
โดย ปรียพรรณ มีสุข





