เงินดอลลาร์สหรัฐทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 4 สัปดาห์ในการซื้อขายวันอังคาร (28 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักความน่าจะเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ แม้ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจะช่วยผ่อนคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อได้บ้างก็ตาม
ณ เวลา 19.36 น. ตามเวลาไทย
- ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวขึ้น 0.06% แตะระดับ 101.58 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย.
- เงินยูโรทรงตัวอยู่ที่ 1.1362 ดอลลาร์
- เงินปอนด์ขยับลง 0.07% สู่ระดับ 1.328 ดอลลาร์
- เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยนสู่ระดับ 163.915 เยน
เงินดอลลาร์ที่ยังคงแข็งค่าสะท้อนว่าตลาดปรับคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายเฟดอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ปรับตัวขึ้นสม่ำเสมอนับตั้งแต่เดือนเม.ย. เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกระตุ้นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ประกอบกับการทำหน้าที่ครั้งแรกของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ที่ส่งสัญญาณเชิงเข้มงวด (Hawkish) ยิ่งตอกย้ำคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น
แม้ราคาน้ำมันดิบจะย่อตัวลง หลังจากสหรัฐฯ ชะลอการโจมตีอิหร่าน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชื่นชมว่า “การเจรจาเป็นไปด้วยดี” กับอิหร่าน แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน
เฟดจะเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงินระยะเวลา 2 วันในวันพุธนี้ (29 ก.ค.) โดยบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำจำนวนมากออกมาเตือนว่า ผู้กำหนดนโยบายอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เมื่อพิจารณาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นในเดือนนี้
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ตลาดให้น้ำหนักเกือบ 40% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในวันพุธนี้ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 20% เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่นักลงทุนประเมินความเป็นไปได้สูงถึงเกือบ 95% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนก.ย.
นอกจากนี้ ตลาดการเงินยังจับตาตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2569 ของสหรัฐฯ รวมถึงดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากที่สุดในสัปดาห์นี้
ด้านสกุลเงินหลักอื่น ๆ ดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง 0.4% สู่ระดับ 0.696 ดอลลาร์ หลังจาก มิเชล บูลล็อก ผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ระบุว่า เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงสูงเกินไป และอาจจำเป็นต้องให้อุปสงค์ในประเทศชะลอตัวลงอีกเพื่อควบคุมราคาสินค้า
ขณะเดียวกัน คาดกันว่าทั้งธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) และวันศุกร์นี้ (31 ก.ค.) ตามลำดับ พร้อมทั้งเตือนถึงความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
นักลงทุนยังคงจับตาการแทรกแซงตลาดเงินอย่างใกล้ชิด หลังจากเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจนทำสถิติต่ำสุดในรอบ 40 ปีครั้งใหม่
คาดว่า BOJ จะยังคงเปิดโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเพื่อพยุงค่าเงินเยน แม้ผู้ดำเนินนโยบายน่าจะยังไม่ระบุช่วงเวลาและความเร็วในการคุมเข้มนโยบายอย่างชัดเจนก็ตาม
ขณะที่ ซัตสึเกะ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์ในรายการ Reuters NEXT Newsmaker เมื่อวันอังคาร โดยย้ำจุดยืนเดิมว่า ญี่ปุ่นยังคงพร้อมตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวของค่าเงินตามความเหมาะสม และเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ก็มีความเห็นสอดคล้องกันในเรื่องนี้
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต





