
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นกว่า 4% ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังอิหร่านเปิดฉากโจมตีกองกำลังสหรัฐ ขณะที่สหรัฐร่วมกับซาอุดีอาระเบียโจมตีกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
ณ เวลา 18.49 น.ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) [WTI.X] ส่งมอบเดือนก.ย. บวก 3.59 ดอลลาร์ หรือ 4.53% สู่ระดับ 82.85 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] ส่งมอบเดือนก.ย. บวก 4.03 ดอลลาร์ หรือ 4.79% สู่ระดับ 88.12 ดอลลาร์/บาร์เรล
กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) โพสต์ข้อความบน X ระบุว่า “กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีกองกำลังสหรัฐที่ประจำการอยู่ในตะวันออกกลาง”
นอกจากนี้ สหรัฐและซาอุดีอาระเบียได้ทำการโจมตีศูนย์ลำเลียงยุทโธปกรณ์และคลังอาวุธของกลุ่มก่อการร้ายหลายแห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกของอิรักเมื่อวานนี้เพื่อตอบโต้ต่อการโจมตีด้วยโดรนมากกว่า 30 ครั้งในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ซึ่ง CENTCOM ระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายที่มีอิหร่านหนุนหลัง
ขณะเดียวกัน การที่กลุ่มฮูตีทำการโจมตีต่อโรงงานน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ก็ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมัน
นายบียอร์น วัง เจนเซน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านอุตสาหกรรมของบริษัท Xeneta กล่าวในรายการ Access Middle East ของสำนักข่าว CNBC ว่า การโจมตีของกลุ่มฮูตีต่อแหล่งผลิตน้ำมัน คลังเก็บน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย อาจส่งผลให้การส่งมอบน้ำมันทั่วทั้งภูมิภาคเผชิญภาวะหยุดชะงัก
นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐในวันนี้ รวมทั้งการรายงานสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ของสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 700,000 บาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ





