นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ในการประชุมระยะเวลา 2 วันซึ่งมีขึ้นในวันนี้และวันพรุ่งนี้ (30-31 ก.ค.) เพื่อประเมินผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปีในการประชุมเมื่อเดือนที่แล้ว รวมถึงประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในพื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า นอกเหนือจากผลกระทบของการที่เพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากระดับ 0.75% สู่ระดับ 1% ในการประชุมเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.แล้ว คณะกรรมการ BOJ ยังต้องการประเมินว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบและการอ่อนค่าของเงินเยนจะมีผลกระทบอย่างไรต่อเงินเฟ้อและภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงอย่างมาก ซึ่งทำให้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่การอ่อนค่าของเงินเยนได้เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ เนื่องจากทำให้ต้นทุนการนำเข้าปรับตัวสูงขึ้น
แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวเกียวโดว่า ในรายงานการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจรายไตรมาสฉบับปรับปรุงใหม่ซึ่งจะเปิดเผยหลังการประชุมในวันพรุ่งนี้ คาดว่า BOJ จะปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจสำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน เนื่องจากความแข็งแกร่งของอุปสงค์ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
นอกจากนี้ คาดว่า BOJ จะติดตามผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (28 ก.ค.) ในจังหวัดคุมาโมโตะและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ เช่น โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป (Toyota Motor Corp.) และบรรดาผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึง ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริ่ง โค (TSMC) ซึ่งเป็นบริษัทรับจ้างผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดในโลก
ทั้งนี้ คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ มีกำหนดแถลงข่าวหลังการประชุมในครั้งนี้ หลังจากที่ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งก่อนเนื่องจากต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการติดเชื้อในตับ
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





