ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ดีดตัวขึ้นเช่นกัน โดยตลาดได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มชิป นอกจากนี้ ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัท Microsoft ยังช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับการที่บริษัทเทคโนโลยีทุ่มเงินจำนวนมากไปกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 52,208.06 จุด เพิ่มขึ้น 613.92 จุด หรือ +1.19%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,437.63 จุด เพิ่มขึ้น 121.48 จุด หรือ +1.66%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 25,122.18 จุด เพิ่มขึ้น 679.24 จุด หรือ + 2.78%
หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 5.24% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยดีดตัวขึ้น 1.57% ส่วนหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 2.5% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคร่วงลง 2.2%
หุ้น Microsoft พุ่งขึ้นกว่า 15% ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 4.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นภายในวันเดียวที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับบริษัทในวอลล์สตรีท หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรและรายได้เพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปีงบการเงิน 2569 (สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย.) และได้เปิดเผยตัวการใช้จ่ายด้านการลงทุน (Capex) ที่ต่ำกว่าคาด
นอกจากนี้ Microsoft ยังเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ยอดขายรายไตรมาสและการเติบโตของธุรกิจคลาวด์ที่สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่าจะยังคงสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่องตลอดปีงบการเงิน 2570 ของบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น
ผลประกอบการของ Microsoft ช่วยคลายความวิตกกังวล หลังจากที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างพากันวิตกเกี่ยวกับการที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทุ่มเงินลงทุนจำนวนมากไปกับ AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายงานกระแสเงินสดติดลบจากบริษัท Alphabet และ Tesla เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งจุดชนวนให้เกิดการเทขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI
หุ้นกลุ่มชิปพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยหุ้น Micron Technology พุ่งขึ้น 18%, หุ้น Sandisk ทะยานขึ้น 26% และหุ้น Advanced Micro Devices (AMD) พุ่งขึ้น 13% ส่วนดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) พุ่งขึ้น 8.2%
หุ้น Meta Platforms ร่วงลงเกือบ 8% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรจากการดำเนินงานลดลงในไตรมาส 2/2569 เนื่องจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ตลอดจนกระแสเงินสดที่ลดลงถึง 91% ในไตรมาสดังกล่าว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาระทางการเงินจากการลงทุนสร้างระบบ AI ที่มีต้นทุนสูง
หุ้น Qualcomm ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ร่วงลง 2.6% หลังจากบริษัทเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์กำไรในไตรมาส 4/2569 ที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
หุ้น Starbucks ดีดตัวขึ้น 1.6% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายและกำไรรายปี
หุ้น Amazon ปรับตัวขึ้น 3.9% ส่วนหุ้น Apple ลดลง 1.4% ก่อนที่ทั้งสองบริษัทจะรายงานผลประกอบการหลังปิดตลาด
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2569 โดยระบุว่า GDP ขยายตัว 1.5% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.8% และต่ำกว่าระดับ 2.1% ในไตรมาส 1/2569
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 9,000 ราย สู่ระดับ 197,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 207,000 ราย
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.7% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 4.1% ในเดือนพ.ค.
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.3% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 3.4% ในเดือนพ.ค.
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





