“เอกนิติ” เดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์ เปิดเครื่องยนต์ศก.ใหม่ ยกระดับการเติบโตเกิน 3% ใน 4 ปี ดันไทยติด Top 20 โลก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ เร่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยภายใน 4 ปี ให้เติบโตได้เกิน 3% พลัส อีกทั้งการเพิ่มอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้ติด TOP 20 ของโลก ต่อยอดไปสู่การยกระดับประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ภายใน 12 ปี หรือภายในปี 2581 ซึ่งเป็นไปตามจุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยของ กรอ.

สำหรับคณะทำงานทั้ง 5 ชุด ประกอบด้วย

1. คณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Investment & Industry Transformation Hub) โดยมี นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นประธาน โดยมีหน้าที่หลักในการสนับสนุน Made in Thailand และ Local Content เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain ผ่านการใช้เครื่องมือของภาครัฐ เช่น PromptBiz เครื่องมือทางการเงินการคลัง และ e-GP รวมถึงอัปเกรดอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ โดยส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เพิ่มมูลค่าและเชื่อมต่อเข้าสู่ Supply Chain ใหม่

เร่งผลักดัน Thailand FastPass และ Investment Enablement เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติการลงทุน โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งระบบน้ำ ไฟฟ้า พื้นที่อุตสาหกรรมและสาธารณูปโภค รวมถึงพัฒนาทักษะแรงงานผ่าน Skill Bridge ยกระดับกำลังคนให้พร้อมสำหรับอุตสาหกรรมอนาคต

2. คณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนอนาคตด้วย AI และเทคโนโลยีขั้นสูง (AI & Digital Hub) โดยมี นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เป็นประธาน มีหน้าที่หลักในการดึงดูดการลงทุนใน AI, Semiconductor และ Chip Design เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ พัฒนา Ecosystem ด้าน AI อย่างครบวงจร ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร การวิจัยและพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งผลักดันให้ AI ถูกนำไปใช้จริงในทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการใหม่ทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ

3. คณะทำงานเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว สร้างความสามารถในการแข่งขัน (Green Economy) โดยมี นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน มีหน้าที่หลักในการเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น รวมถึงผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้าน EV และระบบขนส่งสีเขียว รวมถึงการจัดการวงจรชีวิตของยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนพัฒนาตลาดคาร์บอน ระบบ Carbon Accounting, ETS และกลไกทางการเงินสีเขียว ด้วยการสนับสนุนภาคธุรกิจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

4. คณะทำงานเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน ขับเคลื่อนการลงทุนและนวัตกรรม (Financial Hub) โดยมี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีหน้าที่หลักในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้าน Banking, Capital Market, Insurance และ Wealth Management รวมถึงเพิ่มบทบาทของตลาดทุน ในการระดมทุนให้กับธุรกิจนวัตกรรม ธุรกิจเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนสนับสนุนสตาร์ทอัป และ National Champions ผ่านมาตรการ IPO Facilitation และสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สร้างธุรกิจไทยที่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้

5. คณะทำงานเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ และบริการสาธารณสุขมูลค่าสูง (Medical Investment Hub) โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน มีหน้าที่หลักในการสร้าง Medical Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่การรักษาพยาบาล การวิจัยและพัฒนายา เครื่องมือแพทย์ และบริการสุขภาพมูลค่าสูง รวมถึงเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเข้าสู่ Supply Chain การแพทย์โลก สนับสนุน Local Content การผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์และนวัตกรรมทางการแพทย์ในประเทศ

“ได้แจกการบ้านให้ 5 คณะทำงาน กลับไปทำแผน Quick Big Win ภายใน 6 เดือน แผน Big Win ภายใน 2 ปี และแผน Long Win ภายใน 4 ปี ซึ่งเป็นระยะยาว ว่าจะต้องทำหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานอะไรบ้าง เพื่อรองรับการเติบโต โดยทั้ง 5 คณะทำงานจะเร่งกลับไปขับเคลื่อนตามแนวทางนี้ เอาโจทย์ที่นายกฯ มอบไว้ในการประชุม กรอ. ครั้งก่อน ไปแตกในแต่ละด้านออกมา เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตได้เกิน 3%+ ภายใน 4 ปี หรือภายในปี 2572 ซึ่งทั้งหมดถือเป็นความท้าทายอย่างมาก โดยคณะอนุกรรมการฯ จะมีการนัดประชุมกันอีกครั้งสิ้นเดือน ส.ค. นี้” รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุ

ทั้งนี้ คณะทำงานทั้ง 5 ชุด จะไปเร่งระบุอุตสาหกรรมทั้งเก่าและใหม่ที่จะให้การสนับสนุนผ่านแรงจูงใจต่าง ๆ ให้ชัดเจน เช่น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการลงทุน อาจจะใช้เครื่องมือด้านภาษี ซึ่งมีทั้งเครื่องมือของ BOI และกระทรวงการคลัง งบประมาณที่รัฐบาลจะพิจารณาจัดสรรเพื่อสนับสนุนการลงทุนให้ตรงเป้ามากยิ่งขึ้น เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด การใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) การใช้เม็ดเงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) เป็นต้นขณะเดียวกัน อาจมีบางนโยบายที่ไม่ต้องใช้เม็ดเงินเลย

พร้อมกันนี้ ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนเพิ่มเป็น 30% ของ GDP ภายใน 4 ปี หรือในปี 2572 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 22-23% ของ GDP

ด้าน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีความชัดเจนอย่างมาก และรัฐบาลได้แสดงให้เห็นว่าพร้อมจะดำเนินการในเรื่องใดบ้าง รวมถึงเป็นรัฐบาลเดียวที่รับฟังประชาชนและภาคเอกชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ

ขณะที่การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ก็ยังให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเก่าด้วย ไม่ใช่สนับสนุนเพียงอุตสาหกรรมใหม่ โดยมีการผลักดันมาตรการออกมาคู่ขนานกัน เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน

ขณะที่ นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ จากการเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่สามารถจับต้องได้ มีหมุดหมายชัดเจน มีแผนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน และถือเป็นครั้งแรก ๆ ที่ตลาดทุนได้เข้ามาร่วมอยู่ในคณะทำงานนี้ ซึ่งถือว่าเป็นความตั้งใจของรัฐบาล ที่ต้องการใช้ตลาดทุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี และมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถทำตามที่ตั้งใจไว้ได้

โดย คลฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์