PTTEP โชว์ฟอร์มครึ่งแรกของปีกำไรพุ่ง 35% ปริมาณ-ราคาขายเพิ่มขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตอ.กลางเดือด

บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม [PTTEP] หรือ ปตท.สผ. เผยความคืบหน้าการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 กำไรสุทธิพุ่งแตะ 39,032 ล้านบาท โต 35% รับอานิสงส์ปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ยขยับขึ้น แต่ไตรมาส 3/69 คาดว่าอ่อนตัวลงจากการปิดซ่อมบำรุงตามแผน คาดการณ์ปริมาณขายเฉลี่ยสำหรับปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 10%พร้อมไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 4.50 บาทต่อหุ้น พร้อมทั้งยังคงผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มกำลัง รองรับผลกระทบด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม [PTTEP] เปิดเผยว่าท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปตท.สผ. ยังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการแหล่งพลังงานภายในประเทศ โดยยังคงเดินหน้าผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศอย่างเต็มศักยภาพ ด้วยอัตราประมาณ 2,680 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สูงกว่าปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติต่อวันตามสัญญา (Daily Contractual Quantity หรือ DCQ) ที่ประมาณ 2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ในด้านความยั่งยืน ปตท.สผ. ประสบความสำเร็จในการนำแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่สิ้นสุดการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ทั้งโครงสร้าง (Total Wellhead Platform Reuse) เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่แท่นหลุมผลิตจักรวาลเค (JKWK) ของแหล่งฟูนาน ในโครงการจี 1/61 โดยได้นำทั้งส่วนบนของแท่นหลุมผลิต (Topside) ขาแท่น (Jacket) และเสาเข็มบางส่วน (Piles Section) ไปติดตั้งและใช้งานใหม่ในแหล่งเดียวกัน  ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งผสานกับวิศวกรรมการก่อสร้างและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยลดระยะเวลาการก่อสร้างจนถึงติดตั้ง ลดต้นทุนการก่อสร้าง ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) กับกรมประมง และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพื่อนำขาแท่น (Jacket) หลุมผลิตปิโตรเลียมที่หมดภาระการใช้งานแล้ว มาจัดทำปะการังเทียมในอ่าวไทย โดยเป็นการนำโครงสร้างเหล็กที่หมดภาระการใช้งานแล้วในกิจการปิโตรเลียมซึ่งยังคงแข็งแรง และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม มาใช้ให้เกิดคุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดกับท้องทะเลไทยและชุมชน ทั้งนี้ ปตท.สผ. ภายใต้การกำกับดูแลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะดำเนินการจัดวางและส่งมอบขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่หมดภาระการใช้งานแล้ว จำนวน 9 ขาแท่นให้กับกรมประมง เพื่อเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเล เพิ่มแหล่งอาศัยให้แก่สัตว์ทะเล และสร้างความยั่งยืนให้แก่ภาคการประมง โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงไตรมาส 4/69 นี้

สำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2569 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 176,756 ล้านบาท (เทียบเท่า 5,495 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ 563,179 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักมาจากโครงการในอ่าวไทยและโครงการที่ ปตท.สผ. ได้เข้าร่วมลงทุนในปีก่อนหน้า ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 โครงการแอลจีเรีย ทูอัท และโครงการมาเลเซีย เอสเค408 ในขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์ในช่วง 6 เดือนแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 49.54 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

ส่งผลให้การดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทมีกำไรสุทธิ 39,032 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,209 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 314 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากปริมาณขายเฉลี่ยและราคาขายเฉลี่ย ที่เพิ่มขึ้น สุทธิกับ ขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน ตามราคาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ด้านผลประกอบการในไตรมาส 2/69 บริษัทมีปริมาณขายเฉลี่ย 572,882 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) และเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาสนี้ อยู่ที่ 833 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 122% QoQ และเพิ่มขึ้น 104% YoY จากราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นตามราคาตลาด และปริมาณการขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกำไรจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันที่ เพิ่มขึ้นจากการปรับลดลงของราคาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า

สำหรับคาดการณ์แนวโน้มผลการดำเนินงานของ ปตท.สผ. คาดการณ์ปริมาณขายเฉลี่ยสำหรับ ไตรมาส 3/69 และสำหรับปี 2569 อยู่ที่ ประมาณ 525,000 และ 560,000 บาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ตามลำดับ คาดการณ์ปริมาณขายเฉลี่ยสำหรับ ไตรมาส 3/69 ลดลงจาก ไตรมาส 2/69 โดยหลักจากการปิดซ่อมบำรุง ตามแผนงานของโครงการในประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย รวมถึงปริมาณขาย น้ำมันดิบที่ลดลงในประเทศแอลจีเรีย

คาดการณ์ปริมาณขายเฉลี่ยสำหรับปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ประมาณ 10% โดยหลักจากการรับรู้ปริมาณขายเต็มปี สำหรับโครงการที่ได้เข้าซื้อระหว่างปี 2568 ได้แก่ โครงการมาเลเซีย เอสเค408 โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย เอ 18 และโครงการแอลจีเรีย ทูอัท รวมถึงการผลิตก๊าซธรรมชาติเพิ่มจาก โครงการในประเทศไทยเพื่อสนับสนุน ความต้องการพลังงานภายในประเทศ

ราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลัก ของบริษัทนั้นมีโครงสร้างราคาส่วนหนึ่งผูกกับ ราคาน้ำมันย้อนหลัง 3-21 เดือน บริษัทคาดว่า ราคาขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยสำหรับ ไตรมาส 3/69 และสำหรับปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 6.2 และ 6.0 ดอลลาร์ สรอ. ต่อล้านบีทียู ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจาก ไตรมาส 2/69 และ จากปีก่อนหน้าเล็กน้อยจากการปรับตัวขึ้นของ ราคาน้ำมันในตลาดโลก

ในส่วนของราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันดิบและ คอนเดนเสทของบริษัทจะผันแปรตามราคา น้ำมันดิบในตลาดโลก บริษัทมีการทำสัญญาประกันความเสี่ยง ราคาน้ำมัน โดย ณ สิ้น ไตรมาส 2/69 มี ปริมาณน้ำมันภายใต้การประกันความเสี่ยง คงเหลือจำนวน 19 ล้านบาร์เรล ทั้งนี้ บริษัทมี ความยืดหยุ่นในการปรับแผนการประกัน ความเสี่ยงราคาน้ำมันตามความเหมาะสม

สำหรับ ไตรมาส 3/69 และสำหรับปี 2569 ปตท.สผ. คาดว่าจะสามารถรักษา ต้นทุนต่อหน่วยให้อยู่ในระดับประมาณ 30 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2568 โดยหลัก จากค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการ ดำเนินงาน

ทั้งนี้ จากความแข็งแกร่งทางธุรกิจและฐานะการเงินที่มั่นคง บริษัทเดินหน้าสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ในอัตรา 4.50 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 และจะจ่ายเงินปันผลในวันที่28 สิงหาคม 2569

ในรอบครึ่งแรกปี 2569 ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ จำนวนกว่า 27,700 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 และจี 2/61 ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย