
เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งลงมติให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์นี้ กล่าวในวันนี้ว่า พวกเขาสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อกลับมารุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติ 9-3 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 29 ก.ค. ตามการคาดการณ์ของตลาด
สมาชิก FOMC จำนวน 9 รายลงมติคงอัตราดอกเบี้ยในวันดังกล่าว ขณะที่ 3 รายลงมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ โดยสนาชิกทั้ง 3 รายได้แก่ นางเบธ แฮมแม็ก ประธานเฟด สาขาคลีฟแลนด์, นายนีล แคชแครี ประธานเฟด สาขามินนิอาโปลิส และนางลอรี โลแกน ประธานเฟด สาขาดัลลัส แสดงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดเป็นเวลากว่า 5 ปี
ทั้งนี้ เฟดคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน หลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งติดต่อกันในปี 2568 โดยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย., ต.ค. และธ.ค.
นางแฮมแม็กกล่าวในวันนี้ว่า “ในมุมมองของดิฉัน ขณะนี้เป็นเวลาที่ FOMC ควรดำเนินการ เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อ PCE กลับสู่เป้าหมายที่ 2% และทำตามพันธกิจของเราในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาให้แก่ประชาชนชาวอเมริกัน ยิ่งเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานเท่าใด การนำเงินเฟ้อกลับลงมาก็จะยิ่งยากและมีต้นทุนสูงขึ้นเท่านั้น”
ด้านนายแคชแครีกล่าวเช่นกันว่า เขาเชื่อว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยตั้งแต่ตอนนี้ จะช่วยหลีกเลี่ยงความจำเป็นที่เฟดจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงในภายหลัง
“ในมุมมองของผม การปรับนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป จะดีกว่าการรอไปก่อน แล้วสุดท้ายจึงสรุปว่าจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดอย่างมาก” เขากล่าว
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




