
สถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำเคนยาอ้างว่า สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอยู่เบื้องหลังการจัดการให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของผู้อพยพจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา (Ceuta) ซึ่งเป็นดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่ในแอฟริกาเหนือ โดยมีจุดประสงค์เพื่อกดดันและลงโทษรัฐบาลสเปน เนื่องจากสเปนมีจุดยืนขัดแย้งกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ทั้งในประเด็นสงครามในฉนวนกาซาและการโจมตีอิหร่าน
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้อพยพราว 50,000-60,000 คน ได้เดินทางข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตาทั้งทางบกและทางทะเล โดยจำนวนผู้อพยพดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของประชากรทั้งหมดในเมืองเซวตา ส่งผลให้ทางการท้องถิ่นยอมรับว่าไม่สามารถรับมือกับคลื่นผู้อพยพที่ไหลทะลักเข้ามาอย่างฉับพลันได้
การหลั่งไหลของผู้อพยพครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหภาพยุโรป (EU) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 86 คน และคาดว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นอีก โดยผู้เสียชีวิตจำนวนมากจมน้ำระหว่างการข้ามทะเล ขณะที่บางส่วนเสียชีวิตจากการถูกเบียดเสียดบริเวณด่านตรวจชายแดน
วิกฤตการณ์การรุกรานของคลื่นมนุษย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหภาพยุโรป (EU) นี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 86 คน และคาดว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นอีก โดยผู้เสียชีวิตจำนวนมากจมน้ำระหว่างการข้ามทะเล ขณะที่บางส่วนเสียชีวิตจากการถูกเบียดเสียดเหยียบกันตายบริเวณด่านตรวจชายแดน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 ก.ค.) สถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ระบุว่า การหลั่งไหลของผู้อพยพครั้งนี้เป็น “ปฏิบัติการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลอยู่เบื้องหลัง โดยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของประเทศเพื่อนบ้านบางแห่ง เพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพของสเปน”
นอกจากนี้ สถานทูตอิหร่านยังเรียกวิกฤตดังกล่าวว่าเป็น “ของขวัญสำหรับฝ่ายขวาจัดในยุโรป” และ “บทลงโทษต่อประเทศที่กล้าท้าทายจักรวรรดิอเมริกาและข้ารับใช้อย่างอิสราเอล” พร้อมเตือนว่า “จักรวรรดิอเมริกาไม่เคยอดทนต่อการถูกท้าทายอำนาจ”
สหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ได้แสดงความเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แดนนี ดานอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติ ได้วิจารณ์การรับมือวิกฤตของรัฐบาลสเปน โดยโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “สเปน ซึ่งไม่เคยพลาดโอกาสที่จะสั่งสอนอิสราเอล ตอนนี้กลับต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในเซวตา อันเป็นผลมาจากนโยบายตรวจคนเข้าเมืองของตนเอง” พร้อมกับเสริมว่า “บางที ก่อนที่สเปนจะสั่งสอนเราอีก ก็ควรอธิบายให้โลกฟังก่อนว่า เหตุใดจึงยังคงครอบครองดินแดนอาณานิคมในทวีปแอฟริกาอยู่จนถึงทุกวันนี้”
ออสการ์ ปูเอนเต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของสเปน ตอบโต้ข้อความดังกล่าว โดยกล่าวเป็นนัยว่า “ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ”
ในอีกด้านหนึ่ง อเล็กซ์ โจนส์ นักวิจารณ์การเมืองฝ่ายขวาจัดของสหรัฐฯ กล่าวว่า อิสราเอลอยู่เบื้องหลังการหลั่งไหลของผู้อพยพชาวมุสลิมเข้าสู่สเปน พร้อมกับกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนความเคลื่อนไหวดังกล่าว ขณะที่ กาเบรียล รูฟิอัน โฆษกรัฐสภาจากพรรค Catalan Republican Left (ERC) ของสเปน แสดงความเห็นว่า วิกฤตผู้อพยพครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล
ทั้งนี้ สเปนและอิสราเอลมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในประเด็นสงครามในฉนวนกาซาและสงครามในอิหร่าน โดยสเปนให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเดือนพ.ค. 2567 และกล่าวหาว่าอิสราเอล “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในกาซา นอกจากนั้นยังเรียกตัวเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอลกลับประเทศอย่างถาวรเพื่อคัดค้านการโจมตีอิหร่าน พร้อมทั้งปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการโจมตีดังกล่าวใช้เส้นทางผ่าน
กิเดียน ซาอาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล กล่าวหาสเปนว่า “เข้าข้างฝ่ายทรราช” ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ วิจารณ์สเปนว่าทำตัวแย่มากต่อนาโต (NATO) ในทางกลับกัน อิหร่านได้กล่าวชื่นชมสเปนว่ามีจุดยืนที่ “ยึดมั่นในหลักการ” ต่อสงคราม
โดย ปรียพรรณ มีสุข/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต




