ไทย-อินโดฯ ยกระดับหุ้นส่วนศก. ตั้งเป้าการค้า 23,000 ล้านดอลล์ภายในปี 73 ผนึกปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้หารือเต็มคณะกับนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในโอกาสการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี

โดยการพบกันครั้งนี้ มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางความร่วมมือของ 2 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะขับเคลื่อน “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของอาเซียน ในฐานะแกนกลางของภูมิภาค

ด้านเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 จากปัจจุบันประมาณ 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของทั้งสองประเทศ เป้าหมายดังกล่าวสามารถบรรลุได้เร็วกว่ากำหนด

*ผนึก 2 ประเทศศก.หลักอาเซียน เชื่อมตลาดในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ของอินโดนีเซีย ทั้งการขยายการค้าสินค้าเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค โดยเชิญชวนภาคเอกชนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางของอาเซียนภาคพื้นทวีป เชื่อมโยงตลาดสำคัญในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะผลักดัน อุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงของโลก โดยผสานจุดแข็งของอินโดนีเซียในฐานะตลาดผู้บริโภคมุสลิมขนาดใหญ่ กับศักยภาพด้านการผลิต คุณภาพสินค้า และมาตรฐานฮาลาลของไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ

ด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศตกลงยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการลักลอบค้ายาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ เป็นภัยคุกคามที่ไม่มีพรมแดน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ไทยได้อำนวยความสะดวกในการส่งชาวอินโดนีเซียกว่า 1,000 คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน ให้เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ความสัมพันธ์ทางทหารมีความใกล้ชิดในทุกระดับ และทุกเหล่าทัพ มีการฝึกร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ยังได้เคยฝึกร่วมกับหน่วยรบพิเศษของไทยด้วย

ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อแนวโน้มการเดินทางระหว่างประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแสดงความยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับสายการบิน TransNusa เพื่อเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ–จาการ์ตา และ ภูเก็ต–บาหลี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน

โดยผู้นำทั้งสองประเทศ เห็นพ้องที่จะร่วมกันผลักดันการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือในภูมิภาค

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี เสนอว่า ไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งต่างอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ควรประสานความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอาเซียนกับ OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ การลงทุน และธรรมาภิบาลของภูมิภาคให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่

1.แผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นกรอบการขับเคลื่อนความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ

    2.บันทึกความเข้าใจด้านการศึกษา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา บุคลากร และองค์ความรู้ อันจะช่วยวางรากฐานความร่วมมือระหว่างไทย-อินโดนีเซีย ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต

    จากนั้น ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ย้ำว่า การหารือระหว่างไทยและอินโดนีเซียในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ทั้งสองประเทศในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน จะร่วมกันรับผิดชอบในการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง เสถียรภาพ และความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมแสดงบทบาทนำในการผลักดันให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายของโลก และรักษาความเป็นแกนกลางของภูมิภาคได้อย่างเข้มแข็ง

    ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้กล่าวขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือในการส่งพลเมืองอินโดนีเซีย ซึ่งตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน ให้สามารถเดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย โดยเห็นว่าเป็นความช่วยเหลือที่มีความหมาย และสะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

    พร้อมยืนยันว่าไทยและอินโดนีเซีย จะยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ และภัยคุกคามด้านความมั่นคงในรูปแบบใหม่ เพื่อคุ้มครองประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    ในประเด็นระดับภูมิภาค ประธานาธิบดีกล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทย ในการมีส่วนช่วยเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของเมียนมากับอาเซียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการริเริ่มการหารืออย่างไม่เป็นทางการของ รมว.ต่างประเทศอาเซียน พร้อมยืนยันว่า อินโดนีเซียพร้อมทำงานร่วมกับไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้แนวทางฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) เพื่อสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาอย่างสันติ

    นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ยังแสดงความหวังว่าสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา จะคลี่คลายลงด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกที่สร้างสรรค์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ และเสถียรภาพของภูมิภาค พร้อมเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยและอินโดนีเซีย จะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของอาเซียนในระยะยาว

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ข่าวล่าสุด