
หุ้นเทคโนโลยีในเอเชียพากันปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันนี้ (5 ส.ค.) ตามแรงส่งจากตลาดวอลล์สตรีทที่ทะยานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อคืนนี้ โดยได้ปัจจัยหนุนหลักจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในตลาดหุ้นญี่ปุ่น
- หุ้น SoftBank Group พุ่งขึ้นมากกว่า 10%
- หุ้น Tokyo Electron ผู้ผลิตเครื่องมือผลิตชิป พุ่ง 3.64%
- หุ้น Advantest ทะยานขึ้น 7%
- หุ้น Kioxia ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำของญี่ปุ่น พุ่ง 6.34%
ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้
- หุ้น SK Hynix พุ่งขึ้น 6.9%
- หุ้น Samsung Electronics บวกกว่า 4%
- หุ้น Seoul Semiconductor ดีดตัวขึ้น 7.6%
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญกับความผันผวนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกาหลีใต้ซึ่งเน้นหนักในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ดิ่งลงแรงและพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดสลับกันไปมาในช่วงไม่กี่วันทำการที่ผ่านมา
ดัชนีหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำนิวไฮในวันอังคาร (4 ส.ค.) โดย S&P500 [SP500.X] และดาวโจนส์ [DJI.X] พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite [NASDAQ.X] ทะยานขึ้น 2.59% ปิดที่ 26,584.99 จุด หลังหุ้น Palantir Technologies พุ่งขึ้นกว่า 29%
แอนดรูว์ แจ็กสัน นักกลยุทธ์จาก Ortus Advisors ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ว่า การพุ่งขึ้นของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ เมื่อคืนวานนี้ ช่วยตอกย้ำมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเอเชีย โดยชี้ให้เห็นถึงการทะยานขึ้นของกลุ่มผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานฝั่งสหรัฐฯ
นอกจากนี้ แจ็กสันคาดว่า หุ้น SoftBank มีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นได้ต่อ หลังจาก Arm Holdings (บริษัทลูกด้านการออกแบบชิปที่ SoftBank ถือหุ้นใหญ่) พุ่งขึ้นเมื่อคืนวานนี้ ขานรับความเชื่อมั่นเกี่ยวกับค่ารอยัลตี (royalties) ที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูล AI รวมถึงแผนการพัฒนาหน่วยประมวลผลกลาง (CPU)
ด้านราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงอีกครั้ง ท่ามกลางความหวังว่า ช่องแคบฮอร์มุซอาจกลับมาเปิดการเดินเรือได้ในเร็ว ๆ นี้ โดยสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อวันอังคารว่า สหรัฐฯ และอิหร่านอาจบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ภายในไม่กี่วัน ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงานทั่วโลก
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช




