HILITE: โบรกชี้น้ำมันดิ่งหลุด 80 เหรียญคาดหวังสงบศึกฮอร์มุซหนุนหุ้นโลก แต่ SET อัพไซด์จำกัด แนะลุย Laggard Domestic Play

บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมการลงทุนโลกได้รับปัจจัยบวกหลังราคาน้ำมันดิบ BRENT ดิ่งตัวร่วงลงแรงหลุดระดับ 80 ดอลลาร์จากความหวังเปิดช่องแคบฮอร์มุซลดแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ย่อตัวหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียดีดขึ้นถ้วนหน้า แต่ตลาดหุ้นไทยมีน้ำหนักกลุ่มโภคภัณฑ์สูง พร้อมแนะกลยุทธ์ตามรอย Sector Rotation เข้าสู่กลุ่ม LAGGARD DOMESTIC PLAY

วานนี้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ร่วงแรงหลุด 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปัจจัยหนุนสำคัญเกิดขึ้นหลังจากที่ทางการกาตาร์ได้เปิดเผยความคืบหน้าเรื่องการจัดทำร่างข้อเสนอสำหรับข้อตกลงชั่วคราวเกี่ยวกับ “ช่องแคบฮอร์มุซ” โดยทั้งผู้แทนระดับสูงจากสหรัฐฯ และอิหร่านต่างแสดงท่าทีในเชิงบวกต่อโอกาสที่จะสามารถเปิดเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญระดับโลกแห่งนี้ได้อีกครั้ง

การย่อตัวลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันนี้ ส่งผลดีโดยตรงในการช่วยลดทอนความกังวลของตลาดต่อทิศทางอัตราเงินเฟ้อที่อาจยืนสูงต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้ตลาดการเงินลดน้ำหนักคาดการณ์โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 4.0% ลงเหลือเพียง 53% เท่านั้น จากระดับ 67% ในวันก่อนหน้า

ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ปรับตัวลดลงเกินกว่า 1% ซึ่งกลายเป็น Sentiment เชิงบวกสำคัญฉุดให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นราว 1.7-2.6% และส่งแรงส่งต่อมายังตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเช้านี้ นำโดยเกาหลีใต้ที่พุ่งขึ้น +3.7% และญี่ปุ่นขยับบวกแรงถึง +3.1% 

อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายวิจัยยังคงแนะนำให้นักลงทุนติดตามรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากข้อมูลเศรษฐกิจยังคงแสดงความแข็งแกร่ง ก็อาจส่งผลให้นโยบายการเงินแบบตึงตัวของเฟดยังจำเป็นต้องดำเนินต่อไป โดยมีกำหนดการรายงานตัวเลขที่สำคัญดังนี้ :

  • 5 ส.ค. 2569: ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ เดือน ก.ค. 2569
  • 6 ส.ค. 2569: จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ
  • 7 ส.ค. 2569: ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ เดือน ก.ค. 2569

นอกจากนี้ อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือทิศทางค่าเงินเยน หลังจากที่กลุ่มนักลงทุนที่เก็งกำไรในฝั่งเยนอ่อนค่า (Yen Bears) กำลังเผชิญหน้ากับความกดดันจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งหาก BOJ ตัดสินใจเข้าแทรกแซงตลาดเงินอย่างรุนแรง อาจกระตุ้นให้ผู้ถือสถานะ Short เงินเยนถูกบีบให้ต้องรีบปิดสถานะ (Short Squeeze) ส่งผลให้เงินเยนมีโอกาสแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงได้

ในฟากฝั่งของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี มี 2 ประเด็นสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในขณะนี้:

  1. มาตรการแบนชิ้นส่วน Photonics จากจีน: คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) กำลังอยู่ระหว่างการร่างกฎเกณฑ์มาตรการสั่งห้ามนำเข้าอุปกรณ์ Optical Transceivers (อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสงผ่านไฟเบอร์ออพติก) รุ่นใหม่จากจีน โดยคาดว่าจะบังคับใช้ภายในปีนี้ แม้ทางสถานทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันจะเรียกร้องให้ระงับมาตรการดังกล่าวเพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วม ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าประเด็นนี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้ผลิตรายใหญ่ฝั่งจีนอย่าง DR: ZJINNO80 ทว่าจะเป็นผลดีเชิงบวกต่อกลุ่มผู้ผลิตฝั่งสหรัฐฯ โดยตรง แนะนำโอกาสเก็งกำไรระยะสั้นใน DR: COHR23 และ DR: LITE80 
  2. การปฏิวัติชิปหน่วยความจำยุค AI: บริษัท SanDisk และ SK Hynix ได้ประสานมือประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีชิปหน่วยความจำรุ่นใหม่ล่าสุดชื่อว่า “HBF” (High Bandwidth Flash) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจัดเก็บข้อมูล (Storage) รูปแบบใหม่ที่ได้รับการจัดวางตำแหน่ง (Memory Positioning) ไว้กึ่งกลางระหว่าง HBM และ SSD เพื่อออกแบบมาสำหรับแก้ปัญหาคอขวดของปริมาณข้อมูลในงาน AI Inference โดยเฉพาะ ทำให้มีประสิทธิภาพในการเก็บรักษาความจุข้อมูลได้สูงกว่าเทคโนโลยี HBM แบบเดิม และคาดว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นตัวเร่งเครื่องการเติบโตที่สำคัญของ SanDisk ในอนาคต

ขณะเดียวกัน ในคืนวันนี้หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการ SanDisk มีกำหนดรายงานงบการเงินประจำไตรมาส 4/69 โดยตลาดคาดการณ์ว่ารายได้จะเติบโตร้อนแรงถึง 354% YoY และกำไรต่อหุ้น (EPS) จะเร่งตัวขึ้นสูงสุดสู่ระดับ +11,751% YoY ซึ่งจากสถิติในอดีตหลังรายงานผลประกอบการ ราคาหุ้นมักปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 6% ในวันทำการถัดไป แนะนำใช้จังหวะเก็งกำไรผ่าน DR: SNDK03

สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย มีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามดังนี้:

  • อัตราเงินเฟ้อไทยเดือน ก.ค. 2569: ตลาดคาดว่าจะรายงานตัวเลขขยายตัวที่ระดับ +2.55% YoY (เพิ่มขึ้นจากระดับ +2.42% ในเดือนก่อนหน้า) โดยได้รับแรงหนุนหลักจากปัจจัยของราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในเกณฑ์พุ่งสูงเมื่อเทียบเป็นรายปี อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลัง อัตราเงินเฟ้อรายปีน่าจะเคลื่อนไหวจำกัดอยู่ในกรอบ 2.65% – 2.85% (ภายใต้สมมติฐานหากเงินเฟ้อรายเดือนขยายตัว 0% MoM) ซึ่งยังสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายของ ธปท. ที่ระดับ 1% – 3% ทำให้มีน้ำหนักสูงมากที่ทาง ธปท. จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.0% ไปจนถึงสิ้นปีนี้
  • แรงกดดันระยะสั้นต่อดัชนี SET: แม้ว่าตลาดหุ้นรอบบ้านจะปรับตัวบวกแรงตอบรับข่าวราคาน้ำมันดิบร่วง แต่ตลาดหุ้นไทยอาจเผชิญแรงกดดันและปรับตัวขึ้นได้น้อยกว่าตลาดอื่น เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีน้ำหนักของหุ้นในกลุ่มธุรกิจที่อิงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity-linked) สูงมากถึง 25.1% (หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 4 ของ Market Cap รวมทั้งหมด) จึงอาจส่งผลให้ดัชนีSETเผชิญแรงขายสลับทำกำไรในระยะสั้น หลังจากทดสอบแนวต้านสำคัญทางเทคนิคที่ระดับ 1,350 จุด (ซึ่งเป็นบริเวณจุดสูงสุดเดิมในอดีต)

บล.เอเซีย พลัส ชี้แจงสถิติกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยหลังจากที่ต่างชาติได้ลุยซื้อสุทธิสะสมสูงถึง +59,358 ล้านบาทในช่วงวันที่ 24 มิ.ย.-20 ก.ค.69 (ผลักดันดัชนี SET บวก +6.82%) ล่าสุดในเฟสที่สอง (21 ก.ค.-4 ส.ค.69) เม็ดเงินทุนต่างชาติเริ่มชะลอการซื้อและสลับมาขายสุทธิในหลายวันทำการจนดัชนีอ่อนตัวลง -1.75% 

ทว่าภายใต้จังหวะการชะลอของเงินทุนต่างชาตินี้ ได้เริ่มส่งสัญญาณการสลับสับเปลี่ยนหมุนกลุ่มหุ้นเพื่อเล่นเก็งกำไรในแบบรายกลุ่ม (Selective Rotation) ไปสู่หุ้นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานเฉพาะตัว หรือกลุ่มที่อิงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก (Domestic Play) ได้แก่ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ (PKG +4.12%), พาณิชย์ (COMM +3.02%), วัสดุก่อสร้าง (CONMAT +2.37%) และสื่อ (MEDIA +2.24%)

ดังนั้น กลยุทธ์ในวันนี้จึงแนะนำเลือกหุ้นเด่นประจำวัน (Top Picks) 3 บริษัทที่มีเรื่องราวเฉพาะตัวรับผลบวกโดยตรงจากทิศทางราคาน้ำมันย่อตัวลง ดังนี้:

  1. CPALL (หุ้นเด่นด้านค้าปลีก): ได้อานิสงส์อย่างมีนัยสำคัญจากทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงหลังสงครามในตะวันออกกลางผ่อนคลายลง ซึ่งจะเข้ามาเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกช่วยเพิ่มกำลังซื้อและการบริโภคโดยตรงภายในประเทศ
  2. DOHOME (หุ้นเด่นกลุ่มสินค้าบ้านและวัสดุก่อสร้าง): คาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งเมื่อเทียบรายไตรมาส (QoQ) และเมื่อเทียบรายปี (YoY) โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ยกระดับปรับตัวสูงขึ้นและการปรับปรุงกลยุทธ์ราคาขาย
  3. THAI (หุ้นเด่นกลุ่มการบินท่องเที่ยว): ได้ประโยชน์ในเชิงลดต้นทุนโดยตรงและเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากราคาน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับภาพรวมราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ยังติดลบ ล้าหลัง และจัดเป็นหุ้นกลุ่มที่ยังมีความ Laggard ที่สุดในหุ้นกลุ่มการท่องเที่ยว ซึ่งมีโอกาสปรับตัวดีดขึ้นตามกลุ่มในระยะถัดไป