BOI ยกเครื่องเกณฑ์ Data Center คัดกรองเข้ม 4 มิติ คุมใช้ไฟ-น้ำ ชูตั้งกติกาใหม่ดันไทยได้ประโยชน์สูงสุด

บีโอไอ เดินหน้าทบทวนกรอบพิจารณาโครงการดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อคัดกรองเข้มข้น ทั้งในแง่ความคุ้มค่าและประโยชน์กับประเทศ ควบคู่กับการดูแลการใช้พลังงาน-น้ำ และสิ่งแวดล้อมไม่ให้กระทบชุมชนให้สอดคล้องกับแนวทางของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอ เตรียมทบทวนกรอบพิจารณาและยกระดับความเข้มข้นในการคัดกรองโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งในแง่ความคุ้มค่าและประโยชน์ต่อประเทศ ควบคู่กับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน-น้ำ และการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ให้กระทบต่อชุมชนและภาคส่วนอื่น ๆ 

ในช่วงที่ผ่านมา การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในโลกยุคใหม่ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Transformation ของประเทศและองค์กรต่างๆ รวมทั้งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของประเทศในอนาคต 

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Data Center ได้นำมาซึ่งข้อกังวลในเรื่องปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความคุ้มค่าและประโยชน์ต่อประเทศในด้านต่าง ๆ

“บีโอไอให้ความสำคัญกับข้อกังวลของสังคม และเห็นว่าคำถามเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ด้วยข้อมูลและมาตรการที่เป็นรูปธรรม โจทย์ของประเทศไทยไม่ควรเป็นการเลือกระหว่างการปฏิเสธการลงทุน Data Center ทั้งหมด หรือเปิดรับทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ต้องพิจารณาว่าเราต้องการ Data Center แบบใด ต้องมาพร้อมกับอะไรบ้าง และร่วมกันออกแบบกติกาให้ประเทศและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดจาก Data Center เหล่านี้” นายนฤตม์ กล่าว 

*เดินไปข้างหน้าด้วยกติกาใหม่ มุ่งสู่ “ประโยชน์ต่อประเทศ”

นายนฤตม์ กล่าวว่า ในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา บีโอไอได้ปรับมาตรการดาต้าเซ็นเตอร์หลายครั้ง โดยได้ยกระดับเงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การลงทุน Data Center สอดคล้องกับความพร้อมของประเทศโดยกำหนดหลักเกณฑ์ครอบคลุมทั้งด้านการยืนยันความพร้อมของไฟฟ้าที่จะไม่กระทบต่อภาคส่วนอื่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (ค่า PUE) การบริหารจัดการน้ำ การจ้างงานและการพัฒนาบุคลากร แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และข้อกังวลของสังคมที่เกิดขึ้น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จึงได้หารือร่วมกัน และเห็นว่าจำเป็นต้องทบทวนกรอบการพิจารณาอีกครั้งให้รอบด้านและเข้มข้นยิ่งขึ้น

ในระยะต่อไป บีโอไอจะยกระดับการคัดกรองโครงการให้สอดคล้องกับทิศทางของ “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวานนี้มีมติเห็นชอบแล้ว โดยจะนำนโยบายและแนวทางจากคณะกรรมการนโยบายฯ ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การดูแลการใช้พลังงาน-น้ำ และสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการคัดกรองโครงการก่อนเข้าสู่กระบวนการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ขณะนี้บีโอไออยู่ระหว่างการศึกษาประเด็นเหล่านี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนคณะกรรมการนโยบายฯ ซึ่งจะครอบคลุมอย่างน้อย 4 มิติสำคัญ ได้แก่

1. การสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทย เช่น

– การจ้างงานและพัฒนาบุคลากร  เช่น การสร้างงานทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย การร่วมพัฒนาหลักสูตรหรือจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม รวมทั้งการสร้างเส้นทางความก้าวหน้าให้บุคลากรไทยเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและตำแหน่งเทคนิคสำคัญ

– การใช้อุปกรณ์ในประเทศ รวมถึงการรับรองและพัฒนา Vendor ไทย การเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การถ่ายทอดมาตรฐานหรือเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

– การพัฒนาเทคโนโลยี เช่น การตั้งทีมวิจัยหรือห้องปฏิบัติการในไทย ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีด้านดิจิทัล, AI, พลังงานและระบบทำความเย็น, Cloud และ Cybersecurity

– การพัฒนาระบบนิเวศ AI ในประเทศ  เช่น การช่วยให้ผู้ประกอบการไทย SMEs สตาร์ตอัป มหาวิทยาลัย และภาคเศรษฐกิจสำคัญเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากบริการ Cloud, กำลังประมวลผลข้อมูล (Computing Power) และเครื่องมือ AI เพื่อให้การลงทุน Data Center นำไปสู่การเพิ่ม Productivity และการสร้างธุรกิจใหม่ในประเทศไทย

2. ความพร้อมและความมั่นคงด้านพลังงาน เช่น กำลังผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง เทคโนโลยีและประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน รวมทั้งการรับผิดชอบต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้สร้างภาระแก่ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น โดยล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เห็นชอบให้แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center เพื่อกำหนด “ค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มผู้ใช้อื่น ๆ” ให้สะท้อนต้นทุนการจัดหาพลังงานและการขยายโครงข่าย พร้อมกำหนดให้โครงการ Data Center ต้องวาง “หลักประกันการขอใช้ไฟฟ้า” เพื่อกลั่นกรองโครงการที่พร้อมดำเนินธุรกิจจริง และทำให้ผู้ลงทุนมีส่วนรับผิดชอบต่อต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการส่งเสริมให้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด และใช้เทคโนโลยีที่มุ่งสู่ Green Data Center

3. ความพร้อมและประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรน้ำ เช่น การพิจารณาแหล่งน้ำ การใช้เทคโนโลยีระบบหล่อเย็น การรีไซเคิลน้ำ การกำหนดค่าน้ำในอัตราสูงพิเศษ รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและชุมชนในพื้นที่

4. ผลกระทบและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การผังเมือง การป้องกันปัญหาอัคคีภัยและมลพิษต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งความร้อน เสียง น้ำเสีย ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตโครงการ

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งบูรณาการข้อมูลเพื่อจัดทำแผนที่ศักยภาพคงเหลือของระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั่วประเทศ (Power Map) และแผนที่ระบบน้ำและชลประทานทั่วประเทศ (Water Map) เพื่อนำไปสู่การวางแผนพื้นที่หรือโซนนิ่งที่เหมาะสมร่วมกันต่อไป

*สร้างและเชื่อมโยงซัพพลายเชนในประเทศ

สำหรับข้อกังวลเรื่องการนำเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์นั้น นายนฤตม์ กล่าวว่า จากข้อมูลของบีโอไอ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทชั้นนำจำนวนมากเริ่มเข้ามาลงทุนตั้งฐานผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนสำคัญที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่สำคัญของโลก ตัวอย่างเช่น การผลิต Hard Disk Drive สำหรับ Data Center เช่น บริษัท ซีเกท และบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล, การผลิต AI Server เช่น บริษัท อินเวนเทค และบริษัท คิวเอ็มบี, การผลิตอุปกรณ์รับส่งข้อมูลความเร็วสูงทางแสง (Optical Transceiver & Module) เช่น บริษัท อินโนไลท์, บริษัท อีออปโตลิงค์, บริษัท ซิเลซติกา และบริษัท ฟาบริเนท, การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) โดยผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกกว่า 50 ราย, การผลิตระบบทำความเย็น เช่น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์, การผลิตระบบเครือข่าย สวิทช์ ชุดควบคุมไฟ โดยผู้ผลิตในไทยจำนวนมาก

ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้นการสร้างซัพพลายเชนของดาต้าเซ็นเตอร์หลายผลิตภัณฑ์มีการซื้อขายกันโดยตรงในประเทศแล้ว ขณะที่อุปกรณ์และชิ้นส่วนบางชนิดต้องส่งออกไปยังศูนย์จัดชุดและกระจายสินค้าตามนโยบายของบริษัทแม่ หรือส่งออกไปประกอบขั้นสุดท้ายในต่างประเทศ ก่อนนำกลับเข้ามาติดตั้งในประเทศไทย ซึ่งบีโอไอจะเดินหน้าส่งเสริมให้เกิดการลงทุนครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน และเชื่อมโยงให้เกิดการซื้อขายอุปกรณ์ในประเทศมากยิ่งขึ้น

“ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ แต่ต้องเป็นการลงทุนที่มีคุณภาพ มีความพร้อม และรับผิดชอบต่อทรัพยากรของประเทศ บีโอไอจึงไม่ได้มองเพียงมูลค่าการลงทุน แต่จะพิจารณาว่าโครงการเหล่านี้ช่วยสร้างคนไทย ผู้ประกอบการไทย ระบบนิเวศ AI และโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด การส่งเสริมในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมาร่วมกันจัดระเบียบและสร้างสมดุลระหว่างความจำเป็นด้านดิจิทัล ความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากร และประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว

*นักลงทุนหลากหลาย ไม่ได้กระจุกตัวอย่างที่กังวล

ส่วนข้อกังวลเรื่องสัญชาติของผู้ลงทุนนั้น นายนฤตม์ กล่าวว่า บีโอไอได้ตรวจสอบไปถึงบริษัทแม่หรือผู้มีอำนาจควบคุมสูงสุดของแต่ละโครงการ พบว่า โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนระหว่างปี 2567–2569 จำนวน 42 โครงการ กำลังประมวลผลหรือ IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ เงินลงทุนรวม 750,000 ล้านบาท 

ประกอบด้วย กลุ่มบริษัทของไทยเองมากที่สุด 15 โครงการ ที่เหลือเป็นบริษัทเทคฯ จากประเทศต่าง ๆ ได้แก่ จีน 10 โครงการ, สหรัฐอเมริกา 5 โครงการ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 โครงการ, ญี่ปุ่น 2 โครงการ, มาเลเซีย–ฮ่องกง 1 โครงการ, และนักลงทุนสัญชาติอื่นอีก 5 โครงการ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส

นี่คือข้อมูลที่ยืนยันได้ชัดเจนว่า ฐานผู้ลงทุน Data Center ในประเทศไทยมีความหลากหลาย ทั้งนี้ ไม่มีคำขอรับการส่งเสริม Data Center รายใหม่เข้ามาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญดิจิทัลระดับโลกต่างมองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญของโลก และมีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลของประเทศและองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการ Cloud การประมวลผลข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาลและต้องการความเร็วสูง การจัดเก็บข้อมูลที่ต้องการความปลอดภัยสูงไว้ในประเทศ เช่น ข้อมูลธนาคาร โรงพยาบาล หรือหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมทั้งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการยกระดับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อรองรับระบบการเงินดิจิทัล การค้าออนไลน์ โรงงานอัจฉริยะ ระบบโรงพยาบาลและสาธารณสุข การให้บริการประชาชนของภาครัฐ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ตลอดจนการพัฒนา AI ที่ต้องใช้ภาษา ข้อมูล และองค์ความรู้ของประเทศไทย 

นอกจากนี้ การมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ในประเทศไทย ยังมีส่วนสำคัญในการยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ โดยช่วยให้ผู้ประกอบการทุกระดับเข้าถึงบริการ Cloud และ AI ได้ดีขึ้น ลดความหน่วงเพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงของระบบ ลดต้นทุนในการเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่ดีจะเป็นแม่เหล็กช่วยดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรทักษะสูง (Talent) ให้เข้าสู่ประเทศไทยด้วย 

ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ให้บริการ Cloud รายสำคัญของโลก เช่น AWS และ Google ได้มีการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และเปิดให้บริการ Cloud Region ในประเทศไทยแล้ว โดยการลงทุนดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างอาคารและวางเซิร์ฟเวอร์ แต่ทำควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลของไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น ความร่วมมือระหว่าง AWS และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในการพัฒนาหลักสูตรปริญญาโทด้าน Data Center Engineering แห่งแรกในไทย พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมศูนย์ข้อมูล นอกจากนี้ AWS ยังได้ทำโครงการ ThaksaAI มุ่งพัฒนาทักษะด้าน Cloud Computing และ Generative AI สำหรับนักเรียนมากกว่า 23,000 คนใน 50 จังหวัด

ขณะที่ Google ได้ทำโครงการสะพานดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่ SMEs และบุคคลทั่วไปแล้วกว่า 1 แสนราย อีกทั้งมีโครงการ Samart Skills สนับสนุนทุนการศึกษาหลักสูตร Google Career Certificates จำนวน 22,000 ทุน เพื่อพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประโยชน์จากการลงทุน Data Center ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการพัฒนากำลังคนและขีดความสามารถด้านดิจิทัลของประเทศด้วย

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

ข่าวล่าสุด