
สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเม็กซิโก เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้สั่งระงับการทำงานของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ประจำการในรัฐในรัฐมิโชอากัน ประเทศเม็กซิโก โดยมาตรการดังกล่าวซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันพุธ (5 ส.ค.) นั้น เป็นผลมาจาก “ภัยคุกคามที่มีต่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน”
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการนำเข้าอะโวคาโดจากรัฐมิโชอากันมายังสหรัฐฯ โดยรัฐดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตอะโวคาโดที่ใหญ่ที่สุดของเม็กซิโก
ด้านสมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกอะโวคาโดแห่งเม็กซิโก (APEAM) ออกแถลงการณ์ระบุว่า มาตรการระงับดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่กำกับดูแลของสหรัฐฯ ที่มีหน้าที่อนุมัติการส่งออก พร้อมระบุว่า APEAM ยังคงติดต่อประสานงานกับกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) โดยในขณะนี้เฉพาะอะโวคาโดที่ได้รับการส่งมอบต่อเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ภายในวันอังคาร (4 ส.ค.) เท่านั้น ที่สามารถนำไปผ่านกระบวนการแปรรูปต่อได้
อย่างไรก็ตาม อัลเฟรโด รามิเรซ เบดอลลา ผู้ว่าการรัฐมิโชอากัน ออกแถลงการณ์ชี้แจงในวันพุธว่า การระงับดำเนินงานด้านการตรวจสอบเป็นการชั่วคราวนี้เป็น “มาตรการป้องกันเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ สืบเนื่องจากการปฏิบัติการด้านความมั่นคงเมื่อไม่นานมานี้” พร้อมเสริมว่ารัฐมิโชอากันกำลังประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ
ในปี 2567 การส่งออกอะโวคาโดจากรัฐมิโชอากันเคยถูกระงับในลักษณะเดียวกันนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบทางการเกษตร ซึ่งการระงับในครั้งนั้นใช้เวลาประมาณกว่า 1 สัปดาห์ ก่อนที่ทั้งสองประเทศจะบรรลุข้อตกลงเพื่อฟื้นฟูการค้า นอกจากนี้ เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันยังเคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2565
เม็กซิโกเป็นผู้ผลิตและส่งออกอะโวคาโดรายใหญ่ที่สุดในโลก สวนทางกับสหรัฐฯ ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากเม็กซิโกเป็นหลัก โดยข้อมูลจาก USDA ระบุว่า สหรัฐฯ นำเข้าอะโวคาโดจากเม็กซิโกจำนวนมากถึง 1.1 ล้านตันในปี 2568 คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 3.2 พันล้านดอลลาร์
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





