“เอกนิติ” ไม่ปิดประตู “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ใช้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ พร้อมรับข้อเสนอต่ออายุมาตรการ 60/40

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ได้หารือร่วมกับนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ถึงแนวทางการดำเนินโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้ยืนยันไปว่าหากแนวทางของโครงการเน้นที่การเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อยในภาคการท่องเที่ยว ก็สามารถขอใช้เงินกู้ใน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาทได้

ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะรับไปพิจารณารายละเอียด และข้อสรุปของโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส โดยจะเน้นไปที่การเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลัง โดยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง จะรับมาดูเรื่องระบบที่จะใช้รองรับในโครงการ เนื่องจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันว่าต้องการให้ดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เช่นเดียวกับโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ในอดีต ซึ่งประเด็นนี้ ปลัดกระทรวงการคลัง จะไปพิจารณาความพร้อมของระบบว่าสามารถรองรับได้ขนาดไหน อย่างไร

“วัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.ก.กู้เงินฯ คือต้องการเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้น ถ้าถามว่าโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส จะสามารถใช้เงินกู้ได้ไหม ผมย้ำไปว่า หากหลักการมุ่งไปที่เยียวยาผู้ประกอบการรายย่อย ก็สามารถใช้เงินกู้ได้” นายเอกนิติ กล่าว

*ขอประเมินผล “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ก่อนเคาะต่ออายุโครงการหรือไม่

ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอให้ต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” นั้น รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ขอรับข้อเสนอมาพิจารณาก่อน โดยเบื้องต้น จะต้องสรุปรวบรวมข้อมูลและประเมินผลหลังจากสิ้นสุดโครงการในเดือน ก.ย.69 ว่าผลเป็นอย่างไร และต้องปรับปรุงส่วนไหนหรือไม่ แต่ยืนยันว่า หากมีการต่ออายุโครงการจริง รัฐบาลก็มีงบประมาณเพียงพอรองรับ

นายเอกนิติ กล่าวว่า เสียงตอบรับของโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ถือว่าค่อนข้างดี มีเงินหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเกือบ 1 แสนล้านบาท และกระจายไปในทั่วประเทศ ซึ่งจากข้อมูลพบว่าอยู่ในกรุงเทพฯ ราว 15-16% ที่เหลืออยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของประเทศ ทั้งหมด ถือเป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระรายจ่ายให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ดี ยอมรับว่ามีประเด็นที่ค่อนข้างแปลกใจ คือ ประชาชนหลายคน สะท้อนความเห็นว่าต้องการให้กลับไปใช้รูปแบบ “คนละครึ่งพลัส” ที่ประชาชนจ่าย 50% และรัฐร่วมจ่าย 50% เนื่องจากคำนวณเงินได้ง่ายกว่าแบบ 60/40 ซึ่งก็ถือว่าเป็นเสียงสะท้อนที่รัฐบาลพร้อมรับไปพิจารณา

โดย คลฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์