“เอกนิติ” ตั้งเป้าขยายลงทุน เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน บูสศก.ไทยโต 3% พลัสใน 4 ปี

Publish

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในหัวข้อ New Horizons of Fiscal Policy : Empowering People, Building Resilience ขอบฟ้าใหม่ของนโยบายการคลัง : สร้างโอกาสให้ประชาชน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจ ว่า ต้องยอมรับว่าศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ถอยหลังลงมาเหลือ 2% ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อการวางรากฐานและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะยาว ภายใน 12 ปี ยกระดับให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง

ขณะที่เป้าหมายระยะสั้นภายใน 4 ปี รัฐบาลต้องเร่งวางรากฐานให้เศรษฐกิจ เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ประกอบด้วย การเพิ่มระดับการลงทุนของประเทศเป็น 30% ของ GDP จากปัจจุบันที่เหลืออยู่เพียง 23% ขอ GDP เพราะเมื่อประเทศไม่มีการลงทุนใหม่ ก็จะขาดปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโต จึงทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอยมาเรื่อย ๆ

“พอเราไม่มีการลงทุน จะเอาอะไรไปโต เศรษฐกิจก็ถดถอยลงเรื่อย ๆ เราจึงต้องการให้การลงทุนมาช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” นายเอกนิติ ระบุ

ขณะเดียวกัน ยังต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้ติด Top20 จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 26 รวมถึงเร่งยกระดับศักยภาพ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากกว่า 3% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.8-2.9% ซึ่งแนวทางสำคัญคือการเพิ่มการลงทุน เพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสในโลกเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังจะมาถึงได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งอุตสาหกรรม AI อุตสาหกรรมเซมิคอนดักซ์เตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เป็นต้น

ดังนั้น โจทย์ของอุตสาหกรรมใหม่สำหรับประเทศไทยจึงไม่เหมือนเดิม ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งออกแบบมาตรการเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะเข้ามา เพื่อดึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ การดึง Local Supply Chain ในประเทศให้เกิดขึ้น

“การลงทุนจะเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมใหม่ และลงทุนในบุคลากร เพื่อเป็นการคว้าโอกาส ซึ่งไทยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากภูมิประเทศที่ได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่เราสามารถค้าขายได้กับทุกคนทั้งฝั่งตะวันตก และตะวันออก เรามีวัตถุดิบที่เพียงพอ เรามีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี วันนี้เห็นชัดว่าลมพัดมาแล้ว หน้าที่ของรัฐบาลคือการเป็นลมใต้ปีก เพื่อให้ลมพัดไปตรงจุดจากนี้” นายเอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยอมรับว่า ปัจจุบันภาคการคลังมีภาระหนักมาก ด้วยเพราะงบประมาณไม่ได้มีเหลือมากเหมือนในอดีต เงินทุกบาทจึงสำคัญมาก ดังนั้นรัฐบาลจึงเน้นการดำเนินนโยบายในการบริหรเศรษฐกิจแบบตรงเป้า ใช้เงินให้คุ้มค่า ผ่านกรอบการทำงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ 5T ได้แก่ Targeted (มุ่งเป้าเยียวยา), Transition (เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน), Transform (ปฏิรูปเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง), Transparency (เน้นความโปร่งใสใช้ดิจิทัลตรวจสอบได้) และ Together (ดึงเอกชนร่วมกลั่นกรอง)

“หากวันนี้ เราไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ก็จะมีแต่ถอยหลัง วันนี้ทุกคนอาจจะเหนื่อย แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศแล้ว จึงมีความตั้งใจอยากทำให้ประเทศดีขึ้น และเชื่อว่าหากคนไทยทุกคนอยากเห็นประเทศดีขึ้น การร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ก็จะช่วยทำให้ประเทศดีขึ้นได้ เพราะประเทศไทยยังมีความหวัง การดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ในวันนี้ให้ดี เพื่อรองรับอนาคตของลูกหลานที่จะช่วยนำพาประเทศไทยไปสู่ขอบฟ้าใหม่” รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุ

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน