มองมุมต่าง: ตลาดหุ้นไทยกำลังเปลี่ยนโฉมสู่โมเดลตลาดหุ้นสิงคโปร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากมักอธิบายตลาดหุ้นไทยผ่านการเคลื่อนไหวของหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA เพราะด้วยมูลค่าตลาดและน้ำหนักในดัชนีที่สูง ทำให้การขึ้นลงของหุ้นเพียงตัวเดียวสามารถกำหนดทิศทาง SET Index ได้อย่างมีนัยสำคัญ จนบางช่วงตลาดหุ้นไทยมีลักษณะคล้ายตลาดในเอเชียเหนือที่ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น TSMC ของไต้หวัน หรือ Samsung Electronics และ SK Hynix ของเกาหลีใต้

แต่ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป

เมื่อ DELTA เริ่มปรับฐานและอิทธิพลต่อดัชนีลดลง ตลาดหุ้นไทยก็เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานของหุ้นขนาดใหญ่อื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร พลังงาน และหุ้น Value ส่งผลให้พฤติกรรมของตลาดไทยในระยะนี้กลับไปมีความคล้ายคลึงกับตลาดสิงคโปร์มากกว่าที่เคย

หากสังเกตโครงสร้างของตลาดหุ้นสิงคโปร์ จะพบว่าดัชนี Straits Times Index มีน้ำหนักหลักอยู่ในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ ได้แก่ DBS, UOB และ OCBC รวมถึงหุ้นโครงสร้างพื้นฐานและโทรคมนาคม เมื่อเศรษฐกิจอยู่ในช่วงที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับกำไรที่มั่นคง เงินปันผลสูง และมูลค่าหุ้นที่ไม่แพง หุ้นกลุ่มเหล่านี้มักเป็นผู้นำตลาด และในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารสิงคโปร์ยังได้รับแรงหนุนจากธุรกิจ Wealth Management ที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้ผลประกอบการแข็งแกร่งแม้อัตราดอกเบี้ยเริ่มลดลง

ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยเองก็มีโครงสร้างที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น KBANK, SCB, BBL, KTB และ TTB ซึ่งเริ่มกลายเป็นแกนนำของดัชนีแทนหุ้นเทคโนโลยีบางส่วน เมื่อเงินลงทุนทั่วโลกเริ่มหมุนออกจากหุ้น Growth ที่มี Valuation สูง และกลับเข้าสู่หุ้น Value ที่มีผลประกอบการมั่นคง นักลงทุนต่างชาติจึงเริ่มเพิ่มน้ำหนักในตลาดที่มีลักษณะเช่นนี้

สิ่งที่น่าสนใจคือ เวลาที่เม็ดเงินต่างชาติเลือกลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ประเทศที่มักได้รับความสนใจเป็นอันดับต้น ๆ คือ สิงคโปร์และไทย เนื่องจากทั้งสองประเทศมีสภาพคล่องสูง บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่จำนวนมาก และเป็นตลาดที่กองทุนทั่วโลกสามารถลงทุนได้ง่าย ทำให้การไหลเข้าออกของเงินทุนมักเกิดขึ้นพร้อมกันในสองตลาดนี้

หลายคนอาจตกใจเมื่อเห็นตัวเลขต่างชาติขายสุทธิในแต่ละวัน เช่น วันที่ 5 สิงหาคมที่มียอดขายสุทธิประมาณ 6,000 ล้านบาท แต่ตัวเลขดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าต่างชาติ “ขายทั้งตลาด”

ในความเป็นจริง เงินทุนจำนวนมากเป็นการ ปรับพอร์ตเฉพาะรายตัว เช่น หุ้นที่มีน้ำหนักสูงอย่าง PTT หรือ DELTA ขณะที่หุ้นอีกหลายกลุ่มกลับยังมีแรงซื้ออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นธนาคาร จึงทำให้แม้ตัวเลข Net Sell จะติดลบ แต่ราคาหุ้นหลายตัวกลับปรับขึ้นสวนทางได้

นี่เป็นสิ่งที่สร้างความสับสนให้กับนักลงทุน ระหว่างคำว่า Fund Flow ของตลาด กับ Sector Rotation

ตัวเลขของ Fund Flow กำลังบ่งบอกว่าต่างชาติซื้อหรือขายสุทธิเท่าไร แต่ Sector Rotation บอกว่า เงินกำลังย้ายจากหุ้นกลุ่มไหน ไปยังหุ้นกลุ่มไหน ซึ่งหลายครั้งข้อมูลสองอย่างนี้ให้ภาพที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ปัจจุบันสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือการหมุนเงินจากหุ้นที่มี Valuation สูง ไปสู่หุ้นที่กำไรมั่นคง ราคายังไม่แพง และให้เงินปันผลสูง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ตลาดไทยและตลาดสิงคโปร์เริ่มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น

หากมองในระดับโลก ภาพนี้ก็สอดคล้องกับการที่นักลงทุนเริ่มลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีบางส่วน หลังจากให้ผลตอบแทนโดดเด่นมาหลายปี แล้วหันกลับมาหาหุ้น Value เพื่อกระจายความเสี่ยง ขณะเดียวกันความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เม็ดเงินจำนวนไม่น้อยเลือกตลาดที่มีฐานกำไรแข็งแรงและเงินปันผลสม่ำเสมอมากกว่าการไล่ซื้อหุ้นที่มีความคาดหวังสูง

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในอนาคต

หากกระแสการหมุนเงินจาก Growth ไปสู่ Value ยังดำเนินต่อ และเศรษฐกิจโลกไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ต่อ แม้อาจไม่ได้เห็นการปรับขึ้นหวือหวาแบบที่เคยเกิดจากหุ้น DELTA เพียงตัวเดียว แต่การปรับขึ้นอาจมี คุณภาพมากกว่า เพราะเกิดจากหุ้นหลายกลุ่มช่วยกันขับเคลื่อนดัชนี โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร พลังงาน สื่อสาร และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศ

อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หากดอกเบี้ยทยอยลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป สภาพคล่องทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งโดยปกติจะเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดเกิดใหม่อย่างไทย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังมองว่าตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคมอาจผันผวนจากปัจจัยภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนด้านการค้าและเศรษฐกิจโลก แม้แนวโน้มระยะกลางยังเป็นบวกก็ตาม

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่ต้องดูว่าต่างชาติซื้อหรือขายสุทธิในแต่ละวัน แต่ความสำคัญของนักลงทุนเดย์เทรด กำลังมองหาว่า เงินกำลังซื้อหุ้นอะไร

เพราะหากเงินยังคงไหลเข้าสู่หุ้นธนาคารและหุ้น Value อย่างต่อเนื่อง ก็อาจเป็นสัญญาณว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ที่ดัชนีไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเพียงตัวเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการเติบโตที่กระจายตัวมากขึ้น คล้ายกับตลาดสิงคโปร์ ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพของกำไร ความแข็งแกร่งของงบดุล และผลตอบแทนระยะยาวมากกว่าความร้อนแรงของหุ้นรายตัว

หากภาพนี้เกิดขึ้นจริง ความผันผวนของ SET Index อาจลดลงเมื่อเทียบกับอดีต และตลาดหุ้นไทยอาจกลับมาเป็นตลาดที่ได้รับการประเมินมูลค่าจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนมากกว่าการพึ่งพาหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว ซึ่งจะเป็นพัฒนาการที่ดีต่อความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพของตลาดทุนไทยในระยะยาว

โดย ธิติ ภัทรยลรดี