ธปท. รอดู GDP ไตรมาส 2 จากสภาพัฒน์ ก่อนตกผลึกทบทวนแนวโน้ม ศก.ไทยปี 69 รอบใหม่

น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เตรียมจะประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยไตรมาส 2/69 ในวันที่ 17 ส.ค.นั้น เชื่อว่าจะทำให้เห็นความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ใหม่ได้ ซึ่งจะได้นำไปประกอบเป็นข้อมูลสำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในรอบวันที่ 26 ส.ค.นี้ ว่าจะต้องมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้หรือไม่อย่างไร จากปัจจุบันที่ กนง.ประเมินว่าปีนี้ GDP จะขยายตัวได้ 2.3% พร้อมมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงมีปัจจัยสนับสนุนอยูู่

โดยในไตรมาส 3/69 ยังมีอานิสงส์ของมาตรการภาครัฐ เช่น “ไทยช่วยไทย พลัส” 60/40 ขณะที่ไตรมาส 4/69 นั้น ภาคการท่องเที่ยวน่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) เป็นสำคัญ ซึ่งยอมรับว่ามีทั้งปัจจัยบวก ปัจจัยลบ และปัจจัยที่ต้องติดตาม ซึ่ง ธปท. จะนำปัจจัยทั้งหมดมาพิจารณา

“ธปท. อยู่ระหว่างการทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ โดยตัวเลขเก่าที่ ธปท. มีนั้น เป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นก่อนสถานการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ ซึ่งมีทั้งปัจจัยบวก ปัจจัยลบ และปัจจัยที่ต้องติดตาม จะต้องนำปัจจัยทั้งหมดมาพิจารณาอย่างรอบคอบ” น.ส.ชญาวดี กล่าว

สำหรับประเด็นเรื่องมาตรการภาษีสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 12.5% ร่วมกับเวียดนาม จีน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์นั้น โฆษก ธปท. มองว่า อาจจะยังไม่ได้มีผลกระทบมากนัก เมื่อเทียบกับบางประเทศที่ได้อัตราภาษี 10% เพราะอัตราไม่แตกต่างกับไทยมากนัก และอัตราภาษี 12.5% ก็ยังต่ำกว่าอัตราภาษี 19% ที่ไทยเคยได้รับ

อย่างไรก็ดี ยังต้องจับตาประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ที่สหรัฐ​ฯ เตรียมจะประกาศภายในเดือน ส.ค.นี้ ว่าไทยจะโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีกหรือไม่ และเป็นเท่าไร เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

น.ส.ชญาวดี กล่าวถึงทิศทางอัตราเงินเฟ้อในปี 2569 โดยมองว่า ตัวเลขอาจจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 2.8% เล็กน้อย โดยหลายฝ่ายเริ่มกังวล และมองว่าสถานการณ์ในปัจจุบันอาจจะไม่ใช่เรื่องของอัตราเงินเฟ้อแล้ว แต่อาจเป็นเรื่องของ Supply มากกว่า จึงถือเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวังและจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน

สำหรับแนวโน้มเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ หลัก ๆ ยังมาจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนปรับขึ้น-ลงอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนนี้ ธปท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดูแลไม่ให้ค่าเงินมีความผันผวนหรือเคลื่อนไหวมากเกินไป เพื่อให้ทุกส่วนสามารถปรับตัวได้

โดย คลฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์