บมจ.ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล [TMAN] เร่งทำตลาดเชิงรุกขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์สุขภาพและเวชภัณฑ์ครอบคลุมทุกช่วงวัย รวมทั้งมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์แบรนด์หลักในช่วง 6 เดือนข้างหน้า 7-10 รายการ ประกอบกับช่วงครึ่งปีหลังเป็นไฮซีซันของธุรกิจเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ มั่นใจผลักดันการเติบโตบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ 10-15% จากปีก่อน

นายประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMAN เปิดเผยถึงแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง 2569 ว่า บริษัทฯ วางกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก เดินหน้าสร้าง New S-Curve ในด้านการดูแลสุขภาพที่ดีเพื่อชีวิตที่ยืนยาว (Longevity) โดยวางกลยุทธ์ขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์สุขภาพและเวชภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย รวมทั้งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์แบรนด์หลัก โดยมีแผนเปิดตัวในช่วง 6 เดือนข้างหน้า 7-10 รายการ จากแผนงานทั้งปี เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในระยะยาว ควบคู่เดินตามกลยุทธ์ ดังนี้
1.เร่งการเติบโตของตลาดร้านขายยา (OTC)
2.ยกระดับการผู้รับจ้างผลิตสินค้าและผู้รับจ้างออกแบบผลิตสินค้า (OEM/ODM) มุ่งขยายฐานลูกค้าใหม่และรักษาการเติบโตของลูกค้าเดิม
3.ขยายตลาดต่างประเทศ วางแผนการรุกขยายตลาดใหม่ๆ เช่น เกาหลี และจีน
4.เจาะลึกตลาดโรงพยาบาล ขยายพอร์ตสินค้าที่มีความต้องการสูง อาทิ กลุ่มยาใหม่สำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD)
5.ยกระดับช่องทางอี-คอมเมิร์ซทุกแพลตฟอร์มชั้นนำ
6.เสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจจัดจำหน่าย (Distributor Business Unit) พร้อมวางแผนรับมือต่อเนื่องจากผลกระทบความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิตยา ผ่านการบริหารต้นทุนการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
“ก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลัง 2569 TMAN เดินหน้าวางกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตจากทิศทางอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ยา โดยเราคาดการณ์ว่าช่องทางร้านยาจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น จากแรงหนุนด้านการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลมีแนวโน้มหันมาใช้ยาสามัญ (Generic Drug) มากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองนโยบายภาครัฐในการลดการพึ่งพายาจากต่างประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ ประกอบกับช่วงครึ่งปีหลังเป็นไฮซีซันของธุรกิจเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทำให้เรามั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถผลักดันการเติบโตบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ 10-15% จากปีก่อน” นายประพล กล่าว
ขณะที่ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกคงอยู่ในกรอบที่วางไว้ แม้ว่าต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกำลังการซื้อของผู้บริโภคที่เปราะบาง ส่งผลให้ไตรมาส2/69 ทำรายได้รวมจากการขายและการให้บริการ 594.4 ล้านบาท เติบโต 11.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และทำกำไรสุทธิ 97.6 ล้านบาท ลดลง 8.6% YoY ทำให้รายได้รวมครึ่งปีแรก 2569อยู่ที่ 1,228.1 ล้านบาท เติบโต 8.2% จากปีก่อน (YoY) กำไรสุทธิ 212.2 ล้านบาท ลดลง 7.2% YoY เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคมีความระมัดระวังการใช้จ่ายทางด้านสุขภาพ ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามกรอบที่คาดการณ์ไว้ และการเพิ่มขึ้นของภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการที่บัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) หมดอายุ 1 โครงการ ซึ่งกระทบเฉพาะกำไรสุทธิหลังหักภาษี โดยไม่ได้กระทบกำไรจากการดำเนินงาน ซึ่งเป็นไปตามกรอบที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สนับสนุนรายได้เติบโตของผลงานครึ่งปีแรก มาจากธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าให้แบรนด์บุคคลภายนอก (DBU) เติบโตขึ้น 776% (YoY) และธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) 631% YoY หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 5-7 เท่า ประกอบกับผลิตภัณฑ์แบรนด์หลัก ได้แก่ ไมด้า-บี ซีรีส์ (Myda-B Series) ที่เพิ่งเปิดตัวสินค้าใหม่ Myda Soap สบู่ลดอาการคันยับยั้งเชื้อรา ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ช่วยขยายฐานลูกค้าที่ใช้เป็นประจำจนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคและเริ่มสร้างเติบโตให้แบรนด์ได้ ขณะที่ช่องทางร้านขายยาจากการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายใต้แบรนด์ของบุคคลภายนอกรายใหม่ และการขยายช่องทางอี-คอมเมิร์ซ (E-commerce) ช่วยขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น ด้านอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาส 2/2569 ของธุรกิจหลักอยู่ที่ 49.8% ลดลงเล็กน้อยจาก 51.4% ในปีก่อน (YoY) ซึ่งยังถือเป็นระดับอัตรากำไรขั้นต้นปกติของธุรกิจหลัก
ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับงวดผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 (มกราคม-มิถุนายน) ในอัตราหุ้นละ 0.24 บาท รวมเป็นจำนวน 96,000,864.00 บาท ซึ่งกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ มาโดยตลอด โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 26 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 8 กันยายน 2569 นี้





