
รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าโดรนและชิ้นส่วนโดรน ในอัตราสูงสุด 100% เพื่อมุ่งลดการพึ่งพาซัพพลายจากต่างประเทศและส่งเสริมอุตสาหกรรมโดรนภายในประเทศ
ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ในวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) โดยระบุว่า โดรนที่มีขนาดตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือมีขีดความสามารถที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงสุดที่ 100% ส่วนโดรนประเภทอื่นจะใช้อัตราภาษีที่แตกต่างกัน โดยมาตรการส่วนใหญ่จะเริ่มมีผลในอีก 21 วัน
สำหรับโดรนขนาดเล็กที่ไม่มีขีดความสามารถด้านความมั่นคงแห่งชาติ จะถูกเรียกเก็บภาษี 25% โดยจะเริ่มบังคับใช้ในอีก 180 วัน
ด้านโฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ประเมินว่า การนำเข้าโดรนและชิ้นส่วนจากต่างประเทศอยู่ในระดับสูง และสหรัฐฯ พึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศมากเกินไป
มาตรการดังกล่าวมีแนวโน้มกระทบผู้ผลิตโดรนของจีนอย่างหนัก เนื่องจากจีนเป็นฐานการผลิตโดรนรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยดีเจไอ เทคโนโลยีส์ (DJI Technologies) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองเซินเจิ้น ครองส่วนแบ่งตลาดโดรนเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ ราว 70% ในปี 2568
ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าสกัดการครองตลาดเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐฯ (FCC) ออกมาตรการจำกัดการนำเข้าโดรนจากต่างประเทศบางประเภท รวมถึงโดรน DJI รุ่นใหม่ ตลอดจนจำกัดการนำเข้าหุ่นยนต์และอินเวอร์เตอร์ไฟฟ้าจากต่างประเทศบางรายการ ซึ่งสร้างความไม่พอใจและนำไปสู่มาตรการตอบโต้จากกระทรวงพาณิชย์จีน
สำหรับประเทศที่ทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ จะได้รับอัตราภาษี 15% สำหรับโดรนและชิ้นส่วน โดยมีเงื่อนไขว่าฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยีทั้งหมดต้องมาจากประเทศคู่ค้าและสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมสหภาพยุโรป (EU) ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และไต้หวัน ส่วนสหราชอาณาจักรจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 10% สำหรับโดรนและชิ้นส่วน
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/รัตนา พงศ์ทวิช




