
นักลงทุนต่างชาติ ไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพราะคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะเติบโตปีละ 7% หรือกำไรบริษัทจดทะเบียนจะขยายตัว 20% ต่อปี เพราะหากต้องการผลตอบแทนแบบ Aggressive growth เวียดนามอาจมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นกว่า
หากต้องการเดิมพันกับประชากรวัยหนุ่มสาวและวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ อินโดนีเซียก็มีคำตอบที่ชัดเจนกว่า หรือแม้แต่ความต้องการหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์โดยตรง มาเลเซียย่อมมีตัวเลือกมากกว่าตลาดหุ้นไทย
แต่สิ่งที่ควรมองในช่วงก่อนถึงงาน Thailand Focus 2026 ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคมนี้ ไม่ใช่ว่าตลาดหุ้นไทยจะมีเสน่ห์ มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ แต่เราควรเล่นในเกมที่เรามี เราถนัด หรือ ตลาดหุ้นไทยมีอะไรที่ตลาดอื่นให้ไม่ได้
คำตอบอาจไม่หวือหวา นั่นคือความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ หุ้นที่มีความผันผวนค่อนข้างต่ำ เงินปันผลสูง ราคาที่ไม่แพงจนเกินไป ความเสี่ยงเฉพาะประเทศต่ำกว่าตลาดเกิดใหม่บางแห่ง
และมีโอกาสได้รับประโยชน์เพิ่มเติม หากการลงทุนรอบใหม่ในดิจิทัล Data Center ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และบริการสุขภาพ เริ่มไหลจากโลกเศรษฐกิจจริงเข้าสู่กำไรของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ธีมของ Thailand Focus 2026 ที่ชู “Reignite Thailand” โดยงานปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนไทยตอบรับเข้าร่วมแล้ว 78 บริษัท รวมถึงบริษัทจากตลาดหุ้นอาเซียนอีก 9 บริษัท สะท้อนความพยายามเปลี่ยน เรื่องเล่าระดับประเทศ ให้กลายเป็น โอกาสลงทุนที่ซื้อขายได้จริง
สิ่งที่ตลาดหุ้นไทยขายได้ในวันนี้ไม่ใช่ 20% EPS growth แต่คือ Stable growth, High yield, Reasonable valuation และ Upside option จากเศรษฐกิจใหม่
ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ตลาดหุ้นไทยมีอัตราเงินปันผลเฉลี่ยประมาณ 4.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นเอเชียที่ประมาณ 2.8% อย่างชัดเจน
ขณะที่ข้อมูลล่าสุดวันที่ 11 สิงหาคมระบุว่า SET มี dividend yield ประมาณ 3.95% แม้ดัชนีจะปรับขึ้นมาแล้วถึงประมาณ 28% นับจากต้นปี(YTD)
นี่คือจุดขายที่สำคัญ เพราะนักลงทุนต่างชาติไม่ได้ซื้อหุ้นไทยเพื่อหวังกำไรจากราคาหุ้นเพียงทางเดียว แต่สามารถรับกระแสเงินสดจากเงินปันผลระหว่างรอการฟื้นตัวของกำไรและการลงทุนรอบใหม่ได้ด้วย
ส่วนข้อสังเกตที่ว่า หากตัดผลกระทบของ DELTA ออก ค่า P/E ของตลาดไทยอาจอยู่ต่ำกว่า 12 เท่านั้น แม้มีเหตุผลในเชิงโครงสร้าง เนื่องจาก DELTA มีทั้งมูลค่าตลาดและ valuation สูงผิดจากหุ้นส่วนใหญ่ แต่ควรใช้เป็นภาพประมาณการมากกว่าตัวเลขทางการ เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้กำไรย้อนหลังหรือกำไรล่วงหน้า และใช้ดัชนี SET, SET50 หรือชุดหุ้นใดเป็นฐาน
อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปสำคัญยังเหมือนเดิม คือหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มธนาคาร พลังงาน สื่อสาร โรงพยาบาล พาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก ยังคงซื้อขายด้วย valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ขณะที่หลายบริษัทให้ผลตอบแทนเงินปันผล 4-7% ต่อปี นี่คือส่วนลดที่ต่างชาติสามารถซื้อได้โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาแพงล่วงหน้าเพื่อรอการเติบโตที่ยังมาไม่ถึง
หากเปรียบเทียบโครงสร้างตลาดอาเซียนอย่างง่าย เวียดนามขายการเติบโต อินโดนีเซียขายประชากรและสินค้าโภคภัณฑ์ มาเลเซียขายเซมิคอนดักเตอร์ ส่วนประเทศไทยขาย คุณภาพของความมั่นคง พร้อมสิทธิในการเข้าร่วมกับเศรษฐกิจใหม่หากการปฏิรูปเกิดผลสำเร็จ
สิทธิดังกล่าวเปรียบเสมือน Free option ที่นักลงทุนได้รับมาโดยไม่ต้องจ่าย valuation สูงมากนัก
ด้านแรกคือ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 BOI รายงานกระแสคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ โดยมีโครงการดิจิทัล AI อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง EV และพลังงานเป็นแกนสำคัญ เฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ BOI อนุมัติในเดือนพฤษภาคมมีมูลค่ารวมถึง 958,000 ล้านบาท
แน่นอนว่าเงินลงทุนที่ยื่น BOI ไม่ได้เท่ากับรายได้หรือกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นทันที การก่อสร้างต้องใช้เวลา บางโครงการอาจเลื่อน และมูลค่าโครงการขนาดใหญ่ไม่ควรถูกนับเป็นรายได้ที่จะไหลเข้าสู่ตลาดทุนทั้งหมด แต่กระแสลงทุนนี้ทำให้เกิดความต้องการที่จับต้องได้ในหลายชั้น ตั้งแต่ที่ดินอุตสาหกรรม ระบบไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน งานก่อสร้าง ระบบทำความเย็น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ไปจนถึงเงินทุนหมุนเวียนและสินเชื่อ
ดังนั้น หากต่างชาติต้องการเล่นธีม AI ผ่านตลาดหุ้นไทย วิธีลงทุนอาจไม่ได้ตรงเหมือนไต้หวันหรือเกาหลี แต่เป็นการลงทุนใน เจ้าของพลั่วและโครงสร้างพื้นฐาน มากกว่าผู้ผลิตชิปโดยตรง
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น WHA, AMATA และ ROJNA มีโอกาสได้ประโยชน์จากยอดขายที่ดิน ค่าน้ำ ค่าไฟ คลังสินค้า และบริการสาธารณูปโภค กลุ่มโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เช่น GULF, GPSC และ BGRIM อาจได้ประโยชน์จากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องติดตามความพร้อมของระบบสายส่ง เงื่อนไข Direct PPA ต้นทุนเงินทุน และผลตอบแทนจากโครงการอย่างใกล้ชิด
สำหรับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์อย่าง KCE, HANA และ CCET อาจได้รับ sentiment บวกจากการย้ายห่วงโซ่อุปทาน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทจะได้รายได้จาก AI โดยตรง และต้องแยกให้ออกระหว่าง “อยู่ในธีม” กับ “มีกำไรจากธีม”
อีกด้านหนึ่งคือการเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตรถยนต์สันดาปสู่ EV hub ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากโครงสร้างพื้นฐานเดิม ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วน แรงงานฝีมือ ท่าเรือ และเครือข่ายนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่มาตรการ EV 3.5 ครอบคลุมช่วงปี 2567–2570 เพื่อสร้างระบบนิเวศการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง 
จุดแข็งของไทยไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่คือการใช้ Physical connectivity และฐานอุตสาหกรรมเดิมดึงดูดเงินทุนใหม่ นี่คือ China+1 ในรูปแบบที่ไทยมีโอกาสแข่งขันได้ เพราะนักลงทุนไม่ได้มองเพียงค่าแรง แต่พิจารณาท่าเรือ ระบบถนน ผู้ผลิตชิ้นส่วน ความต่อเนื่องของไฟฟ้า ความสามารถในการขออนุญาต และการเข้าถึงตลาดอาเซียนพร้อมกัน
ด้านที่สามคือ Healthcare and Wellness Tourism ซึ่งเป็นความได้เปรียบที่เลียนแบบได้ยาก ไทยมีทั้งเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน บุคลากรทางการแพทย์ การท่องเที่ยว โรงแรม อาหาร และบริการดูแลสุขภาพครบวงจร หุ้นอย่าง BDMS, BH และ BCH จึงไม่ได้เป็นเพียงหุ้นโรงพยาบาลในประเทศ แต่เป็นตัวแทนของรายได้จากต่างชาติ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขยายตัวของเศรษฐกิจสุขภาพ
หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติลง ไทยจะได้รับประโยชน์สองชั้น ชั้นแรกเหมือนประเทศอาเซียนอื่น คือราคาพลังงานและค่าขนส่งมีโอกาสลดลง ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตและแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่ชั้นที่สองซึ่งไทยมีน้ำหนักมากกว่าหลายประเทศ คือการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป รวมถึงผู้ป่วยต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษาพยาบาล
ผู้ได้ประโยชน์จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ AOT, AAV, BA, CENTEL, ERW หรือ MINT แต่รวมถึงโรงพยาบาล ร้านค้า สนามบิน และธุรกิจบริการที่อยู่ในห่วงโซ่การเดินทางทั้งหมด
นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทย ยังได้เปรียบเมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย นั่นคือไม่ได้เผชิญข้อกังวลเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้นและ free float ในระดับเดียวกัน หลัง MSCI ตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของข้อมูลผู้ถือหุ้นอินโดนีเซีย ความกระจุกตัวของหุ้น และความน่าเชื่อถือของกระบวนการค้นหาราคา จนหน่วยงานกำกับต้องทยอยเพิ่มเกณฑ์ free float ขั้นต่ำเป็น 15%
หุ้นที่ต่างชาติสามารถใช้เป็นแกนลงทุนได้ชัดที่สุดจึงน่าจะยังเป็นกลุ่มธนาคาร แต่เพราะเป็นกลุ่มที่มีสภาพคล่องสูง ฐานทุนแข็งแรง valuation ไม่ตึง และมีเงินปันผลสูง อีกทั้งยังเป็นด่านแรกที่เชื่อมเงินลงทุนจาก BOI เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านสินเชื่อ การชำระเงิน การบริหารเงินสด อัตราแลกเปลี่ยน และธุรกิจ wealth management
KBANK, KTB, SCB, BBL และ TTB จึงอาจกลายเป็นจุดรวมของเงินทุนต่างชาติอีกครั้ง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่นักลงทุนต้องการ exposure ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แต่ไม่สามารถเลือกผู้ชนะที่แท้จริงจาก Data Center, EV และการย้ายฐานผลิตได้ตั้งแต่ต้น
อย่างไรก็ตาม นี่ก็คือข้อจำกัดสำคัญของตลาดหุ้นไทยเช่นกัน เศรษฐกิจจริงอาจเปลี่ยนเร็วกว่าตลาดทุน เพราะบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่จำนวนมากยังเป็น old economy หากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนจากต่างประเทศเติบโต แต่ผู้รับประโยชน์โดยตรงไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาด กำไรส่วนหนึ่งก็จะไม่ถูกสะท้อนเข้าสู่ SET อย่างเต็มที่
ผลลัพธ์คือเงินลงทุนอาจกระจุกอยู่ในหุ้นไม่กี่กลุ่ม ได้แก่ ธนาคาร นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า สื่อสาร โรงพยาบาล และ DELTA มากกว่าจะกระจายไปทั่วตลาด
ดังนั้น Investment case ของประเทศไทยสามารถสรุปได้ด้วยสามคำ คือ Policy continuity, Physical connectivity และ Capital gravity
Policy continuity คือความต่อเนื่องของนโยบายลงทุน ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร นักลงทุนต้องเชื่อว่ามาตรการ BOI, EV 3.5, Direct PPA, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และโครงการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมจะไม่หยุดกลางทาง
Physical connectivity คือถนน ท่าเรือ สนามบิน ระบบไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม และเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่สร้างมาหลายสิบปี ซึ่งช่วยให้ไทยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่อุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนทิศ
Capital gravity คือความสามารถในการดึงดูดเงินทุนให้เข้ามาอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง ผ่านตลาดทุนที่มีสภาพคล่อง ระบบธนาคารขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานการซื้อขายที่เป็นสากล และบริษัทจดทะเบียนที่จ่ายเงินปันผลจริง
ตลาดหุ้นไทยอาจไม่ใช่ตลาดที่ทำให้ต่างชาติฝันถึงกำไรเติบโต 20% ทุกปี แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินผันผวน ความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์ และหุ้นเทคโนโลยีที่มี valuation สูงมาก ความน่าเบื่อในราคาที่เหมาะสม อาจกลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าก็เป็นได้
สิ่งที่ตลาดหุ้นไทยขายได้จึงไม่ใช่ความฝันว่าจะกลายเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือไต้หวันแห่งใหม่ แต่คือการเป็นตลาดหุ้นไทยในเวอร์ชันที่ดีขึ้น เศรษฐกิจที่เติบโตไม่เร็วมาก แต่มั่นคง หุ้นมีเงินปันผล ราคายังมีส่วนลด ฐานะต่างประเทศแข็งแรง และมีโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มเติมจาก Data Center, EV, พลังงานสะอาด และ Healthcare Tourism
เพราะในที่สุด นักลงทุนต่างชาติอาจไม่ได้ซื้อหุ้นไทย เพราะรู้ว่าการปฏิรูปจะสำเร็จแน่นอน แต่ซื้อเพราะในหลายกลุ่ม ราคาหุ้นยังไม่ได้บังคับให้ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนล่วงหน้าเพื่อความสำเร็จในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง นั่นเอง
โดย ธิติ ภัทรยลรดี





