
ทางการญี่ปุ่นกำลังพิจารณาใช้มาตรการตอบโต้รัสเซีย ซึ่งคาดว่าอาจเป็นการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร ภายหลังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เดินทางเยือนเกาะเอโทโรฟุ (Etorofu) ในหมู่เกาะพิพาททางตอนเหนือเป็นครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13 ส.ค.) จนนำไปสู่กระแสต่อต้านและเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งระบุว่าการกระทำดังกล่าว “ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง”
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวในวันนี้ (14 ส.ค.) ว่า “เรากำลังพิจารณาถึงขั้นตอนและมาตรการที่จะดำเนินการต่อไปในอนาคต” ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่า รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากเมื่อวันพฤหัสบดี รัฐบาลญี่ปุ่นได้เรียกตัว นิโคไล โนซเดรฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงโตเกียวเข้าพบ เพื่อยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ ขณะที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แถลงเน้นย้ำว่า หมู่เกาะนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีส์ (Northern Territories) ถือเป็นดินแดนอันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นมาแต่ดั้งเดิม “ทั้งในทางประวัติศาสตร์และตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ”
การเดินทางเยือนเกาะเอโทโรฟุ ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งเกาะฮอกไกโดและอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียแต่ญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์ครอบครองนั้น นับเป็นการเดินทางเยือนหมู่เกาะพิพาทดังกล่าวเป็นครั้งแรกของปูตินในฐานะประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี โดยทำเนียบเครมลินระบุว่า ผู้นำรัสเซียได้เข้าตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ โรงพยาบาล โรงเรียน และร่วมพบปะกับประชาชนในท้องถิ่น
ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (12 ส.ค.) ปธน.ปูตินย้ำจุดยืนว่า หมู่เกาะดังกล่าวตกเป็นดินแดนของรัสเซียอันสืบเนื่องมาจากผลพวงของสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมทั้งกล่าววิพากษ์วิจารณ์ญี่ปุ่นที่ประกาศใช้ “มาตรการคว่ำบาตรโดยไร้เหตุผลอันควร” จากกรณีความขัดแย้งในยูเครน ตลอดจนการที่ญี่ปุ่นมองรัสเซียเป็นภัยคุกคาม
หมู่เกาะพิพาทดังกล่าว ซึ่งฝ่ายญี่ปุ่นเรียกว่า “นอร์เทิร์นเทร์ริทอรีส์” ประกอบไปด้วยเกาะเอโทโรฟุ, คุนาชิริ (Kunashiri), ชิโกตัน (Shikotan) และกลุ่มเกาะฮาโบไม (Habomai) ขณะที่ฝ่ายรัสเซียเรียกว่า “หมู่เกาะคูริลตอนใต้” (Southern Kurils) โดยได้ตกเป็นชนวนขัดแย้งเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนระหว่างสองประเทศมาอย่างยาวนาน
ฝ่ายญี่ปุ่นยืนกรานว่า สหภาพโซเวียตเข้ายึดครองดินแดนเหล่านี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ภายหลังญี่ปุ่นยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่รัสเซียอ้างว่าการครอบครองนั้นชอบธรรมทุกประการ ข้อพิพาทอันยืดเยื้อนี้ส่งผลให้ทั้งสองชาติไม่เคยได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมกันอย่างเป็นทางการ โดยในอดีตเมื่อปี 2553 ดมิทรี เมดเวเดฟ เคยเป็นประธานาธิบดีรัสเซียคนแรกที่เดินทางเยือนหมู่เกาะพิพาทนี้ โดยลงพื้นที่เกาะคุนาชิริ
ในสมัยการบริหารประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ผู้เป็นเสมือนพี่เลี้ยงทางการเมืองของทาคาอิจิ ญี่ปุ่นเคยพยายามกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียเพื่อคลี่คลายปมพิพาทดินแดนดังกล่าว โดยอาเบะได้พบหารือกับปูตินถึง 27 ครั้งจนกระทั่งพ้นจากตำแหน่งในปี 2563 ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกันในปี 2561 ที่จะเร่งรัดการเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพตามปฏิญญาร่วมญี่ปุ่น-สหภาพโซเวียตปี 2499 ที่ระบุให้ส่งมอบเกาะขนาดเล็ก 2 แห่ง คือเกาะชิโกตันและกลุ่มเกาะฮาโบไม คืนแก่ญี่ปุ่นหลังการลงนามสนธิสัญญา
อย่างไรก็ดี การเจรจาดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงหลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนในปี 2565 และแนวโน้มในการรื้อฟื้นการเจรจายังคงริบหรี่ เนื่องจากความสัมพันธ์ทางการทูตตกต่ำลงอย่างหนัก ภายหลังญี่ปุ่นเข้าร่วมกับพันธมิตรนำโดยสหรัฐอเมริกาในการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลมอสโก
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





