ก.ท่องเที่ยวฯ เปิดรับฟังความเห็นเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ต่างชาติ 450 บ. ก่อนชง ครม.อนุมัติ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ว่า วันนี้มีการประชุมคณะใหญ่ 2 คณะ คณะแรกคือการติดตามงบประมาณบูรณาการของปีงบประมาณที่ผ่านมา เพื่อดูผลสัมฤทธิ์และสิ่งที่ต้องปรับแก้ โดยในปี 69 มีความท้าทายเพิ่มขึ้น ทั้งเรื่องภาวะพลังงาน และสงคราม ซึ่งกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นางศุภจี กล่าวว่า ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านการค้า บริการ และการท่องเที่ยว จะใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ผลักดันการทำงานแบบบูรณาการ โดยมีคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ซึ่งมีนายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน เป็นกลไกสำคัญในการนำโจทย์จากภาคเอกชนมาทำงานร่วมกับภาครัฐ พร้อมเชื่อมกับคณะทำงานด้านตลาดและการค้า ตลอดจนภาคเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร ชุมชน และ SMEs เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายออกไปในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

โดยแนวทางดังกล่าวจะใช้ กรอ. เป็นพื้นที่แก้โจทย์ที่กระทบประสบการณ์นักท่องเที่ยว ทั้งทางตรง และทางอ้อม ตั้งแต่ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก มาตรฐานบริการ ไปจนถึงการสร้างสินค้าและกิจกรรมใหม่ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงดึงคนเข้าประเทศเพิ่ม แต่ต้องทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลา และใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมสร้างประโยชน์ให้ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจชุมชน

สำหรับการประชุมคณะที่ 2 คือ คือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ครั้งที่ 1/2569 โดยที่ประชุมวางกรอบขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยระยะต่อไป มุ่งสร้าง “คุณค่า” มากกว่าการเร่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการท่องเที่ยว เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชน และวางระบบการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

โดยในที่ประชุม ได้มีการพูดคุยเรื่องการเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น รวมถึงการทบทวนนโยบายการเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

* เปิดรับฟังความเห็น เก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ต่างชาติเข้าไทย 450 บาท

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุม ท.ท.ช. มีมติอนุมัติวิธีการและอัตราการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน จากนั้นจะนำผลกลับมาเสนอ ท.ท.ช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้ต่อไป โดยเบื้องต้นมีการเสนอแนวทางจัดเก็บหลายช่องทาง เช่น ผ่านตั๋วเครื่องบิน, เว็บไซต์, แอปพลิเคชัน, ตู้คีออส หรือรวมกับค่าโรงแรมที่พัก

สำหรับอัตราค่าจัดเก็บที่เสนอเบื้องต้น คือ 450 บาท โดยย้ำว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะเก็บค่าธรรมเนียมนี้เพื่อนำเงินเข้ากองทุนไปพัฒนาการท่องเที่ยวในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และหากไม่มีกลไกนี้ ไทยอาจถึงจุดอิ่มตัวและสู้ประเทศอื่นไม่ได้ เนื่องจากงบประมาณแผ่นดินมีจำกัด

ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มเก็บได้อย่างเร็วที่สุด คือ ต้นปี 70 เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการกฎหมาย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งมีระยะเวลาอีก 180 วัน ซึ่งระยะเวลาที่เริ่มใช้นี้ คาดว่าจะใกล้เคียงกับช่วงที่จะมีการแยกกระทรวงท่องเที่ยว และกระทรวงกีฬาออกจากกัน

ด้าน น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในเฟสแรกจะเริ่มเก็บจากทาง อากาศก่อน ส่วนทางบกและทางน้ำ จะใช้เวลาศึกษาเพิ่มอีก 360 วัน (1 ปี) เนื่องจากมีความซับซ้อนและปัจจุบันมีปัญหาความหนาแน่นที่ด่านชายแดน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เข้าออกบ่อย

สำหรับตัวเลข 450 บาทนั้น เป็นผลจากการศึกษาใหม่ที่ปรับปรุงจากฐานเดิม 300 บาท (ปี 2566) โดยใช้สูตรมาตรฐานคำนวณปัจจัยทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ซึ่งผลการศึกษาจริงสูงถึง 490 บาทขึ้นไป แต่เห็นว่าอัตราประมาณ 15 เหรียญสหรัฐ หรือ 450 บาท เป็นระดับที่เหมาะสม และไม่กระทบนักท่องเที่ยวมากเกินไป

ทั้งนี้ หากกระบวนการดำเนินไปตามระยะเวลาที่วางไว้โดยไม่มีอะไรติดขัด คาดว่าจะสามารถเริ่มการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ประมาณเดือนเม.ย. 70

สำหรับเงินที่จัดเก็บจะเข้าสู่กองทุน นอกจากจะนำไปใช้เป็นประกันภัยนักท่องเที่ยวแล้ว จะใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนงานศึกษาวิจัย การพัฒนาบุคลากรและการประชาสัมพันธ์ รวมถึงประกันภัยและการดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของนักท่องเที่ยว

* ลุ้น ก.คลัง ไฟเขียว “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงินฯ

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กำลังหารือเรื่องงบประมาณกับกระทรวงการคลัง โดยเบื้องต้นกระทรวงการคลังมองว่าอาจเข้าเงื่อนไขการใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ ในก้อนที่เยียวยาผู้ประกอบการไทยได้

ส่วนจำนวนเงินต่อสิทธิและรูปแบบการจ่าย ขอให้รอกระทรวงการคลังพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง มีความตั้งใจอยากให้เริ่มโครงการได้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ เพื่อให้ต่อเนื่องจากโครงการเดิม (ไทยช่วยไทย) แต่ต้องรอความพร้อมของระบบหลังบ้านจากกระทรวงการคลัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาคอขวดในการใช้งานเหมือนครั้งก่อน ๆ อย่างไรก็ดี หากไม่สามารถใช้เงินกู้ได้ จะต้องรองบกลางปี 2570 หรือต้องหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง หลังจากวันที่ 1 ต.ค. 69

“ความตั้งใจ คืออยากให้ต่อจากโครงการไทยช่วยไทยเลย ถ้าระบบหลังบ้านพร้อม เป็นไปได้วันที่ 1 ต.ค. ก็ต่อด้วยโครงการนี้เลย เราจะทำให้เร็วที่สุด แต่ต้องพร้อมที่สุดเพื่อประชาชนใช้แล้วไม่มีปัญหา” นายสุรศักดิ์ กล่าว

สำหรับแพลตฟอร์มหลักที่จะใช้คือแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น คือ สนับสนุนค่าที่พัก และสนับสนุนค่าคูปองมูลค่า 1,000 บาท ซึ่งเปิดกว้างให้ใช้ได้มากกว่าแค่ร้านอาหาร แต่รวมถึงภาคบริการอื่น ๆ ด้วย สิทธิจำนวน 1 คนต่อ 5 สิทธิ โดยเป้าหมายเบื้องต้นคือ 5 ล้านสิทธิ์เป็นกรอบเบื้องต้น หากมาตรการได้รับผลตอบรับดี กระทรวงการคลังสามารถพิจารณาเพิ่มจำนวนสิทธิ์ในระยะต่อไปได้

*ยกระดับมาตรฐานที่พัก แก้ปัญหานอกระบบ

อีกวาระสำคัญคือ การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและแก้ไขปัญหาที่พัก โดยมุ่งยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการ พร้อมจัดระบบที่พักที่อยู่นอกระบบกฎหมาย

แนวทางสำคัญ ได้แก่ การปรับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยให้รองรับที่พักไม่เกิน 8 ห้อง และผู้พักไม่เกิน 30 คน รวมถึงขยายมาตรฐานค่ายพักแรมให้ครอบคลุม Camping, Glamping และรถบ้าน ตลอดจนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของกิจกรรมแคนู/คายัค

นอกจากนี้ ยังเตรียมนำที่พักนอกระบบเข้าสู่ระบบ ผ่านการทบทวนกฎหมายตามระดับความเสี่ยง โดยใช้มาตรฐาน Home Lodge หรือโฮมสเตย์ไทย เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและยกระดับมาตรฐาน

*ดัน 4 พื้นที่พิเศษ เชื่อมแผนพัฒนาสู่การท่องเที่ยวยั่งยืน

สำหรับการพัฒนาพื้นที่พิเศษและพื้นที่มรดกโลก ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยผลักดันแผนยุทธศาสตร์พื้นที่พิเศษของ อพท. ได้แก่ หมู่เกาะช้าง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เชียงราย และคุ้งบางกะเจ้า ให้เป็นนโยบายบริหารการท่องเที่ยวตามมาตรา 10 (1) เพื่อเชื่อมโยงกับการจัดสรรงบประมาณและการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พร้อมกันนี้ ยังผลักดันพื้นที่สุโขทัย–ศรีสัชนาลัย–กำแพงเพชร เป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์