รัฐสภาไต้หวันลงมติผ่าน 3 ญัตติประชามติ ชงเพิ่มโทษเฆี่ยนอาชญากรคดีเพศ-ฉ้อโกง พ่วงหนุนพลังงานนิวเคลียร์

รัฐสภาไต้หวันซึ่งพรรคฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก มีมติวันนี้ (14 ส.ค.) เห็นชอบให้จัดการออกเสียงประชามติใน 3 ประเด็น ได้แก่ การลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีผู้กระทำผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศและคดีฉ้อโกง การสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ และการจัดสรรเงินค่าปรับจราจรเพื่อนำไปพัฒนาความปลอดภัยบนท้องถนน โดยคาดว่าจะจัดให้ประชาชนลงคะแนนประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในวันที่ 28 พ.ย. นี้

ตามธรรมเนียมปฏิบัติของไต้หวันนั้น การออกเสียงประชามติมักจัดขึ้นทุก ๆ 2-3 ปี โดยทั่วไปเริ่มจากการเข้าชื่อเสนอของภาคประชาชน ทว่ากฎหมายก็เปิดช่องให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้เสนอญัตติและลงมติเห็นชอบให้มีการจัดประชามติได้เช่นกัน ดั่งเช่นกรณีญัตติทั้ง 3 ข้อในครั้งนี้

อย่างไรก็ดี ข้อเสนอทั้งหมดจะต้องผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดวันลงคะแนน และต่อให้ผลประชามติออกมา “เห็นชอบ” ก็ไม่ได้แปลว่าจะกลายเป็นกฎหมายบังคับใช้โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ เกณฑ์การผ่านประชามติของไต้หวันยังนับว่าอยู่ในระดับสูง จนกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ข้อเสนอประชามติหลายครั้งในอดีตต้องตกไป โดยกฎหมายระบุว่า จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งไต้หวันราว 20 ล้านคน ต้องมีคนออกมาโหวต “เห็นชอบ” อย่างน้อย 25% หรือประมาณ 5 ล้านเสียง และเสียงเห็นชอบต้องมากกว่าเสียงไม่เห็นชอบด้วย

ด้วยเหตุดังกล่าว ประชามติจะสำเร็จหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับว่ามีคนออกมาลงคะแนนมากแค่ไหน ฝ่ายค้านจึงต้องการจัดประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและผู้นำระดับเทศมณฑลในวันที่ 28 พ.ย. เพราะวันนั้นประชาชนออกมาใช้สิทธิกันมากอยู่แล้ว โอกาสที่ประชามติจะได้คะแนนถึงเกณฑ์ก็สูงขึ้น

สำหรับที่มาของข้อเสนอนั้น พรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านขนาดใหญ่ที่สุด เป็นผู้เสนอญัตติเรื่องบทลงโทษด้วยการเฆี่ยนตี และญัตติสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ โดยเรื่องนิวเคลียร์มีเป้าหมายให้รัฐบาลยกเลิกนโยบาย “มาตุภูมิปลอดนิวเคลียร์” (nuclear-free homeland) ที่เคยประกาศไว้

ขณะที่ญัตติที่ 3 เสนอโดยพรรคประชาชนไต้หวัน (TPP) ซึ่งเป็นพรรคขนาดเล็กที่มักลงคะแนนร่วมกับพรรคก๊กมินตั๋ง โดยเสนอให้ดึงเงินรายได้จากค่าปรับจราจรมาใช้ปรับปรุงความปลอดภัยบนท้องถนนโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ สมาชิกรัฐสภาจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้ลงมติคัดค้านการจัดทำประชามติทั้ง 3 ข้อดังกล่าว

ย้อนไปเมื่อเดือนส.ค. ปีที่แล้ว ฝ่ายค้านจัดประชามติขอเปิดใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งสุดท้ายของไต้หวัน โดยจัดขึ้นแบบไม่ควบวันเลือกตั้ง ผลคือมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิน้อยจนคะแนนเสียงเห็นชอบไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด

หากประชามติผ่านความเห็นชอบ คณะรัฐมนตรีจะมีเวลา 3 เดือนในการยกร่างกฎหมายที่สอดคล้องกับผลประชามติเพื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณา ทว่าในทางปฏิบัติ ผลประชามติอาจไม่ได้นำไปสู่การบังคับใช้เสมอไป

ดังเช่นเมื่อปี 2561 ที่ผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ลงประชามติคัดค้านการสมรสเท่าเทียม แต่ท้ายที่สุด การสมรสของบุคคลเพศเดียวกันก็ได้รับการรับรองตามกฎหมายในปีถัดมาอยู่ดี เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการปิดกั้นสิทธิดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐสภาจึงลงมติบังคับใช้ตามคำวินิจฉัยของศาล

โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์