ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดลบ เหตุราคาน้ำมันพุ่ง-ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์กดดันตลาด

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงในวันศุกร์ (14 ส.ค.) และยุติการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 4 สัปดาห์ หลังราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาปะทุขึ้น ได้บดบังแรงหนุนจากฤดูประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่ง

  • ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 657.86 จุด ลดลง 1.38 จุด หรือ -0.21%
  • ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,636.80 จุด ลดลง 13.76 จุด หรือ -0.16%
  • ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,440.31 จุด เพิ่มขึ้น 140.57 จุด หรือ +0.53%
  • ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,750.11 จุด ลดลง 22.56 จุด หรือ -0.21%%

ดัชนี STOXX 600 ปิดลดลง 0.3% ในรอบสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นยุโรปยังอยู่ห่างจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไม่ถึง 1% หลังจากพุ่งขึ้นราว 3% ในช่วง 4 สัปดาห์ก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ดีกว่าคาด

ขณะนี้คาดว่าผลประกอบการโดยรวมของบริษัทในดัชนี STOXX 600 จะเติบโต 23.4% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี หลังผลกำไรของบริษัทในกลุ่มพลังงานและวัสดุพุ่งขึ้นอย่างมาก

นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า บริษัทต่าง ๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและปรับตัวรับต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

การที่ตลาดหุ้นยุโรปมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีค่อนข้างน้อยยังเป็นปัจจัยที่เอื้อประโยชน์ต่อภูมิภาคนี้ เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกหันมาลงทุนในยุโรปเพื่อกระจายพอร์ตออกจากหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI

ข้อมูลเศรษฐกิจยังชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจยุโรปโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง โดยเศรษฐกิจของภูมิภาคขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับที่นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งรอยเตอร์สำรวจคาดการณ์ไว้

นักวิเคราะห์อีกรายกล่าวว่า ปัจจัยดังกล่าวทำให้บริษัทเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นยุโรปในพอร์ตการลงทุนแบบหลายสินทรัพย์ โดยขายทำกำไรจากหุ้นกลุ่มการเงินยุโรปที่ปรับตัวขึ้นอย่างมาก และกระจายการลงทุนไปยังหุ้นทุกกลุ่มในยุโรป

อย่างไรก็ตาม ขณะที่อิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงขัดแย้งกันเกี่ยวกับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีความสำคัญต่อการขนส่งน้ำมัน ราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะอยู่เหนือระดับก่อนเกิดความขัดแย้งต่อไป ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบในระยะยาวต่อผลประกอบการของบริษัทและเศรษฐกิจ

หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ปรับตัวลงมากที่สุดในบรรดาหุ้นรายกลุ่ม โดยลดลง 1.5% ขณะที่หุ้น Zealand Pharma ร่วงลงมากกว่า 5% ส่วนหุ้นกลุ่มกลาโหมปรับตัวขึ้น 1.2% โดยหุ้น Rheinmetall พุ่งขึ้นมากกว่า 3%

หุ้นบริษัทซอฟต์แวร์ยุโรปปรับตัวขึ้น โดยหุ้น SAP เพิ่มขึ้น 2.7%,หุ้น Nemetschek พุ่งขึ้น 8.4% และหุ้น Temenos เพิ่มขึ้น 1.8%

รายงานข่าวที่ระบุว่า Silver Lake บริษัทไพรเวทอิควิตี้ กำลังเจรจาเพื่อเข้าซื้อ Workday บริษัทในสหรัฐฯ ได้จุดประกายความสนใจของนักลงทุนต่อกลุ่มหุ้นดังกล่าวอีกครั้ง หลังหุ้นกลุ่มนี้เคยถูกขายจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ AI

ด้าน Aviva บริษัทประกันภัยของอังกฤษ เพิ่มขึ้น 1.8% หลังรายงานกำไรครึ่งปีแรกสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นกลุ่มประกันภัย เพิ่มขึ้น 0.8%

หุ้น Maersk พุ่งขึ้น 8.7% และแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยยังคงปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องจากวันพฤหัสบดี หลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาสที่ดีกว่าคาดและปรับเพิ่มแนวโน้มผลประกอบการ

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

ข่าวล่าสุด