
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือกำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ว่า คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้ตอบกลับความพยายามของเขาที่ต้องการเปิดการเจรจากันอีกครั้ง แม้ทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาที่คิมตอบกลับมา
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นาน หลังทรัมป์สั่งให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่เกาหลีเหนือคัดค้านมาโดยตลอด จึงเกิดคำถามว่า สหรัฐฯ กำลังพยายามสร้างเงื่อนไขใหม่เพื่อเปิดทางให้การเจรจากับเกาหลีเหนือกลับมาอีกครั้งหรือไม่
สถานการณ์ในครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างทรัมป์กับคิมเหมือนในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก เพราะอาจสะท้อนการปรับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในเอเชีย และส่งผลต่อดุลอำนาจตั้งแต่คาบสมุทรเกาหลี จีน ญี่ปุ่น ไปจนถึงอาเซียน
คำถามสำคัญคือ ทรัมป์ต้องการสร้างข้อตกลงสันติภาพครั้งใหม่กับคิม หรือกำลังใช้การเจรจากับเกาหลีเหนือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับสมดุลผลประโยชน์และยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในเอเชีย
ทรัมป์เปิดทางคิมกลับสู่โต๊ะเจรจา
สัญญาณสำคัญเกิดขึ้นเมื่อทรัมป์ยืนยันว่า คิม จองอึน ได้ตอบกลับความพยายามติดต่อของเขาแล้ว หลังมีคำถามว่าทำไมผู้นำเกาหลีเหนือยังไม่ตอบรับข้อเสนอการพูดคุยของสหรัฐฯ โดยทรัมป์ตอบเพียงว่า คิมได้ตอบกลับมาแล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
ทรัมป์ยังย้ำว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขากับคิมยังเป็นไปในทางที่ดี โดยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำสามารถช่วยเปิดทางให้สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือกลับมาเจรจากันได้
ขณะเดียวกัน การส่งสัญญาณเปิดทางเจรจาเกิดขึ้นพร้อมกับการลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ ทำให้มีข้อสังเกตว่า มาตรการด้านการทหารอาจถูกนำมาใช้เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพูดคุยกับเกาหลีเหนือ
อย่างไรก็ตาม การที่คิมตอบกลับ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การประชุมสุดยอดในทันที เพราะเกาหลีเหนือยังมีแรงจูงใจที่จะรักษาระยะห่างและประเมินข้อเสนอของสหรัฐฯ ก่อนตัดสินใจกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา
ลดซ้อมรบ กระทบเจรจา-ความเชื่อมั่นพันธมิตร
ทรัมป์สั่งลดขนาดการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ โดยให้เหตุผลเรื่องต้นทุนและมองว่าการซ้อมรบเป็นปัจจัยที่สร้างความตึงเครียดให้กับเกาหลีเหนือ ขณะที่การซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศ
สำหรับเกาหลีเหนือ การลดขนาดการซ้อมรบถือเป็นสัญญาณเชิงบวก เนื่องจากเปียงยางมองว่า การซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้เป็นภัยคุกคามโดยตรง
แต่สำหรับเกาหลีใต้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสร้างความกังวลอีกด้าน เนื่องจากการซ้อมรบมีความสำคัญต่อการรักษาความพร้อมรบ และการประสานงานระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ
การตัดสินใจของทรัมป์จึงมีผลสองด้าน ด้านหนึ่งอาจช่วยเปิดทางให้การเจรจากับเกาหลีเหนือเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งอาจทำให้เกาหลีใต้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของหลักประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ
“คิม จองอึน” กับอำนาจต่อรองที่มากกว่าเดิม
การเจรจารอบใหม่ หากเกิดขึ้นจริง จะอยู่ภายใต้บริบทที่แตกต่างจากการพบกันระหว่างทรัมป์กับคิมในปี 2561-2562 อย่างมาก
หลังการเจรจาที่ฮานอยในปี 2562 ไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงได้ เกาหลีเหนือไม่ได้ยุติการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แต่ยังคงเพิ่มขีดความสามารถทางทหารอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้กระชับความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซียมากขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย ทำให้คิมมีทางเลือกในการรับมือกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ มากกว่าในอดีต
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้อำนาจต่อรองของคิมแตกต่างจากช่วงการเจรจาครั้งก่อน ๆ เพราะเกาหลีเหนือไม่ได้เผชิญแรงกดดันจากสหรัฐฯ เพียงด้านเดียว แต่ยังมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับจีนและรัสเซียเป็นปัจจัยสนับสนุน
หากคิมตัดสินใจพบกับทรัมป์อีกครั้ง นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ผู้นำเกาหลีเหนืออาจต้องการให้สหรัฐฯ ยอมรับความเป็นจริงที่ว่า เกาหลีเหนือมีศักยภาพด้านนิวเคลียร์แล้ว มากกว่ากลับเข้าสู่การเจรจาที่มีเป้าหมายเดิมคือการปลดอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด
ประเด็นนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญสำหรับทรัมป์ เพราะหากสหรัฐฯ ลดระดับความต้องการเรื่องการปลดนิวเคลียร์ อาจถูกมองว่าเป็นการยอมรับสถานะของเกาหลีเหนือในฐานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์
เกาหลีใต้รับมือความท้าทายด้านความมั่นคง
ท่าทีของทรัมป์สร้างความกังวลในกรุงโซล เนื่องจากเกาหลีใต้ต้องการให้สหรัฐฯ รักษาความพร้อมทางทหารเพื่อรับมือกับเกาหลีเหนือ
ประธานาธิบดีอี แจ-มยองของเกาหลีใต้จึงผลักดันแนวคิดให้ประเทศเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ และมุ่งสู่การควบคุมปฏิบัติการทางทหารในช่วงสงครามด้วยตนเองมากขึ้น
หากพันธมิตรของสหรัฐฯ เริ่มมองว่า สหรัฐฯ อาจลดบทบาทด้านความมั่นคงลง ประเทศเหล่านั้นก็อาจมีแรงจูงใจที่จะเพิ่มขีดความสามารถทางทหารของตนเองมากขึ้น นี่อาจกลายเป็นหนึ่งในผลกระทบระยะยาวที่สำคัญของนโยบายทรัมป์
ญี่ปุ่นเองก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะความมั่นคงของญี่ปุ่นเชื่อมโยงโดยตรงกับเสถียรภาพของคาบสมุทรเกาหลีและความน่าเชื่อถือของเครือข่ายพันธมิตรด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในเอเชีย
ด้วยเหตุนี้ ประเด็นทรัมป์-คิมจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ แต่กำลังเชื่อมโยงไปถึงคำถามเกี่ยวกับอนาคตของระบบพันธมิตรด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในอินโด-แปซิฟิก
ประเทศไทยกับแรงกระเพื่อมจากความมั่นคงในเอเชีย
แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในแนวหน้าของความขัดแย้งเหมือนเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่น แต่การเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจในเอเชียตะวันออกสามารถส่งผลต่อไทยได้หลายด้าน
- ความมั่นคงของอาเซียน
หากสหรัฐฯ ลดบทบาทด้านความมั่นคงในเอเชียมากขึ้น ประเทศในอาเซียนอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจมากขึ้น
ไทยจึงมีเหตุผลที่จะสนับสนุนแนวทางที่ให้อาเซียนเป็นศูนย์กลาง และใช้การเจรจาเป็นเครื่องมือในการลดความขัดแย้ง ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนที่รัฐบาลไทยย้ำถึงความสำคัญของ ASEAN centrality และการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค
- เศรษฐกิจและการค้า
หากความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีลดลงในระยะยาว ย่อมเป็นผลดีต่อบรรยากาศด้านการค้าและการลงทุนในเอเชียโดยรวม
แต่หากการเจรจาล้มเหลวและสถานการณ์นำไปสู่การยกระดับทางทหาร ตลาดการเงินเอเชียอาจเผชิญความผันผวนมากขึ้น เงินทุนอาจไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย และต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งอาจเพิ่มขึ้น
สำหรับไทยซึ่งพึ่งพาการค้าและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศในระดับสูง ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว
- ความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีใต้
ไทยมีความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนกับเกาหลีใต้ และกำลังผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยไทยมีบทบาทเป็นผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-เกาหลีใต้ในช่วงปี 2567-2570
รัฐบาลไทยยังผลักดันการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-เกาหลีใต้ รวมถึงความร่วมมือด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ดิจิทัล AI และความมั่นคงทางทะเล
หากเกาหลีใต้จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ มากขึ้น ไทยจึงอาจเผชิญทั้งโอกาสและความเสี่ยงใหม่ในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
- โอกาสทางการทูตของไทย
ไทยมีประสบการณ์ในการรักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่าย ขณะที่อาเซียนมีช่องทางทางการทูตกับทั้งสหรัฐฯ เกาหลีใต้ จีน และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค
หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือกลับมาเกิดขึ้นจริง ประเทศในอาเซียนจึงอาจมีบทบาทในการสนับสนุนบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจา
อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือไม่ได้เข้าร่วมเวทีความมั่นคงสำคัญของอาเซียนในปีนี้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ท่ามกลางการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซียมากขึ้น
ประเด็นที่ไทยต้องติดตามจึงอยู่ที่ว่า การกลับมาเจรจากันระหว่างทรัมป์กับคิมอาจเป็นโอกาสให้ไทยใช้บทบาทในอาเซียนและความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ เพื่อรักษาช่องทางการสื่อสารและส่งเสริมเสถียรภาพในเอเชียตะวันออก
จับตาทิศทางต่อจากนี้
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่แค่เพียงว่า ทรัมป์กับคิมจะพบกันหรือไม่ แต่คือสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายจะนำมาใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนในการเจรจา
สหรัฐฯ จะเรียกร้องให้เกาหลีเหนือลดหรือยุติโครงการนิวเคลียร์หรือไม่
เกาหลีเหนือจะเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกหรือผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่
สหรัฐฯ จะลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้เพิ่มเติมหรือไม่
เกาหลีใต้จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงในบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคงได้มากน้อยเพียงใด
จีนและรัสเซียจะตอบสนองอย่างไรต่อการกลับมาเจรจากันระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ
และที่สำคัญ คิมจะมองว่าการพบกับทรัมป์เป็นโอกาสที่จะได้ประโยชน์ หรือเป็นความเสี่ยงต่อยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือ
การที่ทรัมป์ระบุว่าคิม จองอึน ตอบกลับความพยายามติดต่อของเขาแล้ว อาจดูเหมือนเป็นเพียงข่าวสารทางการทูต แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับการลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ รวมถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือกับจีนและรัสเซีย สถานการณ์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในระบบความมั่นคงของเอเชีย
ทรัมป์ยังคงให้ความสำคัญกับการเจรจาโดยตรงกับคิม ขณะที่เกาหลีเหนือมีอำนาจต่อรองมากขึ้นจากการพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นำสองคนอาจช่วยเปิดประตูสู่การเจรจา แต่ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถแก้ปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือได้โดยอัตโนมัติ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เพียงว่า “ทรัมป์จะได้พบปะกับคิมหรือไม่” แต่คือ “หากทั้งสองพบกันจริง ใครจะยอมถอยในประเด็นใด และสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือจะนำอะไรมาแลกเปลี่ยนกัน“
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้สะท้อนว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่สมการความมั่นคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาบนคาบสมุทรเกาหลีจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะการเปลี่ยนแปลงระหว่างสหรัฐฯ จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น สามารถส่งผลต่อโครงสร้างความมั่นคง การค้า การลงทุน พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคเอเชีย
จากนี้จึงต้องติดตามว่า “คำตอบของคิม” ที่ทรัมป์พูดถึงจะเป็นเพียงการสื่อสารระหว่างผู้นำ หรือจะพัฒนาไปสู่การประชุมสุดยอด “ทรัมป์-คิม” ครั้งใหม่ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งของภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชีย
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/รัตนา พงศ์ทวิช





