
คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เสนอกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์คริปโทเคอร์เรนซีฉบับใหม่เมื่อวันอังคาร (18 ส.ค.) ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญครั้งแรกของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการจัดทำกฎเกณฑ์เฉพาะสำหรับอุตสาหกรรม หลังจากภาคธุรกิจเรียกร้องกฎระเบียบที่เหมาะสมมาอย่างยาวนาน
ข้อเสนอดังกล่าวจะยกเว้นบริษัทคริปโทฯ และการเสนอขายบางประเภทจากกฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทในอุตสาหกรรมสามารถออกโทเคนและระดมทุนได้สะดวกยิ่งขึ้น โดย พอล แอตกินส์ ประธาน SEC ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยทรัมป์ ระบุในแถลงการณ์ว่า แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างช่องทางที่ชัดเจนให้แก่ผู้ประกอบการและผู้ร่วมตลาดในการระดมทุนภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลาง
ความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับนโยบายของทรัมป์ ที่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปภาคสินทรัพย์คริปโทฯ ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 หลังจากที่เขาได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ขณะที่ครอบครัวของทรัมป์เองก็มีผลประโยชน์ในธุรกิจคริปโทฯ เช่นกัน
ภายใต้การนำของทีมผู้บริหาร SEC จากพรรครีพับลิกัน หน่วยงานได้ยุติการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดต่ออุตสาหกรรมคริปโทฯ โดยเมื่อปีที่ผ่านมาได้เร่งยกเลิกแนวปฏิบัติทางบัญชีที่เข้มงวด รวมถึงถอนฟ้องคดีความกับคอยน์เบส (Coinbase), ไบแนนซ์ (Binance) และบริษัทอื่น ๆ ที่เคยถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนกฎระเบียบ
ทั้งนี้ แอตกินส์สนับสนุนจุดยืนของกลุ่มธุรกิจคริปโทฯ ที่มองว่าโทเคนคริปโทฯ มีลักษณะใกล้เคียงกับ “สินค้าโภคภัณฑ์” มากกว่า “หลักทรัพย์” และโดยส่วนใหญ่ไม่ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ SEC
หากร่างข้อเสนอดังกล่าวมีผลบังคับใช้ SEC จะเปิดช่องทางยกเว้นการระดมทุนเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ข้อยกเว้นแบบครั้งเดียวสำหรับโครงการเริ่มต้น ให้สามารถออกโทเคนได้สูงสุด 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในกรอบเวลา 4 ปี (โดยมีภาระการรายงานข้อมูลขั้นต่ำ) และข้อยกเว้นสำหรับการระดมทุนขนาดใหญ่ที่อนุญาตให้เสนอขายโทเคนได้สูงสุดถึง 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อรอบ 12 เดือน แต่ผู้ออกโทเคนยังคงต้องส่งงบการเงินและปฏิบัติตามเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลตามรอบระยะเวลาที่กำหนด
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต





