ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (21 ส.ค.) แต่ดัชนีหลักทั้ง 3 ตัวยังคงปิดตลาดสัปดาห์นี้ในแดนลบ เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลกับความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 53,277.01 จุด เพิ่มขึ้น 517.80 จุด หรือ +0.98%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,674.37 จุด เพิ่มขึ้น 33.21 จุด หรือ +0.43%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,180.46 จุด เพิ่มขึ้น 113.29 จุด หรือ +0.43%
อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.85%, ดัชนี S&P500 ลดลง 1.43% และดัชนี Nasdaq ลดลง 2.05% โดย ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ยุติการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 3 สัปดาห์ ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน
ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นและลดความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงในวันพฤหัสบดีเมื่อบอนด์ยีลด์เพิ่มขึ้น และฟื้นตัวในวันพุธหลังบอนด์ยีลด์ลดลง
ความกังวลของตลาดเริ่มผ่อนคลายลง หลังสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลอาจเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อีก หลังจากกระทรวงการคลังประกาศอย่างเหนือความคาดหมายเมื่อวันพุธว่าจะใช้เงินซื้อคืนพันธบัตรมากกว่าที่คาดไว้ 2 เท่า
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า การซื้อขายในตลาดวอลล์สตรีทมีความผันผวนตลอดสัปดาห์ แต่สถานการณ์ในวันศุกร์ดูสงบลง โดยนักลงทุนลดความกังวลว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการดังกล่าว
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจที่เปิดเผยในวันศุกร์ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยภาคบริการของสหรัฐฯ ขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี ส่งผลให้กิจกรรมทางธุรกิจโดยรวมในเดือนส.ค.เร่งตัวขึ้นอย่างมาก แม้ภาคการผลิตมีการขยายตัวที่ชะลอลงจากการสะสมสินค้าคงคลังที่ลดลงและปัญหาด้านอุปทานที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่าน
ก่อนหน้านี้ UBS Global Wealth Management ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี S&P500 ณ สิ้นปีเป็น 8,100 จุด โดยให้เหตุผลว่าแนวโน้มผลประกอบการและการเติบโตของกำไรบริษัทแข็งแกร่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดและเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน ซึ่งทำให้ตลาดกังวลว่าอุปทานน้ำมันจะตึงตัวมากขึ้น โดยตลอดสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 6.39% ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.66%
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P500 หุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ โดยหุ้นกลุ่มวัสดุเพิ่มขึ้น 2.2% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ที่เพิ่มขึ้น 1.3% และหุ้นกลุ่มการเงินที่เพิ่มขึ้น 1% ขณะที่หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุด โดยลดลง 2.3% ตามด้วยหุ้นกลุ่มพลังงานที่ลดลง 0.2%
สำหรับหุ้นรายตัว Ross Stores เพิ่มขึ้น 4.4% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรประจำปีและรายงานผลประกอบการรายไตรมาสดีกว่าที่ตลาดคาด
หุ้น Robinhood พุ่งขึ้น 13.7%, หุ้น Coinbase Global เพิ่มขึ้น 8.2% และหุ้น Strategy เพิ่มขึ้น 6% ตามการปรับตัวขึ้นของบิตคอยน์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 6.4% และแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนพ.ค.
สำหรับสัปดาห์หน้า นักลงทุนจะจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของ Nvidia บริษัทชั้นนำด้านชิป AI รวมถึงบริษัทซอฟต์แวร์อย่าง Intuit, Salesforce และ CrowdStrike
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ นักลงทุนจะจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE เดือนก.ค. ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ โดยข้อมูลเงินเฟ้อผู้บริโภคและผู้ผลิตของสหรัฐฯ ในเดือนก.ค.ที่ไม่สูงมากก่อนหน้านี้ ทำให้ตลาดลดการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในเร็ว ๆ นี้
นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอฟังสุนทรพจน์ของเควิน วอร์ช ประธานเฟด ในการประชุมที่ Jackson Hole ช่วงปลายสัปดาห์หน้า
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





