ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคาร (25 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการชะลอตัวลงราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ก่อนที่บริษัท Nvidia จะเปิดเผยผลประกอบการ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 53,577.40 จุด เพิ่มขึ้น 160.24 จุด หรือ +0.30%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,677.28 จุด เพิ่มขึ้น 24.42 จุด หรือ +0.32%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,151.30 จุด เพิ่มขึ้น 171.11 จุด หรือ +0.66%
นักลงทุนคลายความวิตกกังวลหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.625% ในวันอังคาร ซึ่งเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องจากวันจันทร์ หลังมีรายงานว่ากระทรวงการคลังอาจใช้เงินในบัญชี Treasury General Account ของทางกระทรวงฯ หรือ TGA เพื่อนำไปซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล โดยข่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางกระทรวงได้ประกาศว่าจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด
ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI [WTI.X] ร่วงลงกว่า 3% แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์ หลังจากสหรัฐฯ หันมาใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน จากเดิมที่ใช้มาตรการทางการทหาร
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนี S&P500 โดยดีดตัวขึ้น 0.98% ตามด้วยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวขึ้น 0.46% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง 1.17% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคลดลง 0.87%
หุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมาร์เก็ตแคปสูงปรับตัวขึ้นเป็นส่วนใหญ่ โดยหุ้น Nvidia พุ่งขึ้น 2.2% และหุ้น Meta ปรับตัวขึ้นเกือบ 2% ขณะที่หุ้น Micron Technology พุ่งขึ้น 2.5% ส่วนดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) ดีดตัวขึ้น 1.4% ซึ่งฟื้นตัวหลังจากที่ร่วงลง 2.7% ในวันจันทร์
หุ้น Advanced Micro Devices (AMD) พุ่งขึ้น 4.9% หลังจากนักวิเคราะห์ของ Raymond James Financial ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนของหุ้น AMD เป็น “Strong Buy” จากเดิม “Outperform”
หุ้น Moderna ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ ทะยานขึ้น 14% หลังจากนักวิเคราะห์ของ Barclays ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น Moderna ขึ้นสู่ระดับ 125 ดอลลาร์ จากเดิม 48 ดอลลาร์ เพียงไม่กี่วันหลังจากบริษัทประกาศว่ายารักษาโรคมะเร็งชนิด mRNA ที่พัฒนาร่วมกับบริษัท Merck ช่วยลดความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำและการแพร่กระจายของมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (melanoma)
หุ้น Target ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วงลง 3.8% หลังจากบริษัทออกแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณชน และระงับการจำหน่ายชุดแฟนซีฮาโลวีนตัวตลกสำหรับเด็ก ภายหลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์ เนื่องจากดีไซน์ของชุดมีลักษณะคล้ายกับ “แบล็กเฟซ” (Blackface) หรือการทาหน้าดำเพื่อล้อเลียนคนผิวดำ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นปัญหาด้านภาพลักษณ์ครั้งล่าสุดของ Target ในช่วงเวลาที่บริษัทกำลังพยายามฟื้นฟูผลการดำเนินงานหลังจากเผชิญปัญหายอดขายซบเซาอย่างต่อเนื่อง
บริษัท Nvidia มีกำหนดรายงานผลประกอบการหลังจากปิดตลาดในวันพุธ (27 ส.ค.) โดยนักลงทุนจับตาผลประกอบการของผู้ผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายใหญ่แห่งนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าเม็ดเงินมูลค่ามหาศาลที่ลงทุนไปกับ AI จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากเพียงใด
ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนก.ค.ของสหรัฐฯ ในวันพุธเช่นกัน โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามการกล่าวสุนทรพจน์ของเควิน วอร์ช ประธานเฟด ในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ในวันศุกร์ที่ 28 ส.ค. เวลา 10.00 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเวลา 21.00 น.ตามเวลาไทย
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





