
อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ สั่งการให้สำนักนายกรัฐมนตรีเร่งจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อปฏิรูปโครงสร้างตำรวจทั้งระบบ ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนจากกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการช่วยเหลือพวกพ้องและการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ในการทำคดีสำคัญ
ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยคำกล่าวของปธน.อี ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคาร (25 ส.ค.) ว่า องค์กรตำรวจมีแนวโน้มจะกลายเป็นหน่วยงานของรัฐที่กุมอำนาจไว้มากที่สุด แต่ความวิตกกังวลและความไม่ไว้วางใจของประชาชนกลับอยู่ในระดับที่สูงเป็นพิเศษ โดยชี้ว่าปัญหาความหย่อนยานด้านวินัยและการจัดการความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนอย่างไร้ความรับผิดชอบถือเป็นเรื่องร้ายแรง พร้อมย้ำว่า “ขอบเขตความรับผิดชอบจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นให้สอดรับกับอำนาจที่ได้รับ”
วิกฤตศรัทธาดังกล่าวปะทุขึ้นจากความล้มเหลวในการสืบสวนและการปกปิดพยานหลักฐานในคดีอาชญากรรมสำคัญ โดยเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุชายวัย 23 ปี ก่อเหตุฆาตกรรมนักเรียนหญิงชั้นมัธยมปลายอย่างโหดเหี้ยมในเมืองกวางจู ทว่าตำรวจกลับพยายามลดระดับข้อหาลงเหลือเพียงคดีฆาตกรรมทั่วไป ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการตั้งใจก่อเหตุโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีแรงจูงใจทางเพศ และผู้ต้องหายังมีประวัติเคยทำผิดในคดีล่วงละเมิดทางเพศมาก่อนอีกด้วย จนกระทั่งมีการเปิดโปงในเวลาต่อมาว่าบิดาของผู้ต้องหาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการ ทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่ามีการสมรู้ร่วมคิดภายในเพื่อปกป้องครอบครัวของเพื่อนร่วมงาน
ขณะเดียวกัน ความไม่พอใจของประชาชนยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากกรณีคนหายบนเกาะเชจู ทางตอนใต้ของประเทศ หลังพบผู้สูญหาย 4 รายเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 3 วันจนถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.)
แม้แต่ละคดีบนเกาะเชจูจะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่ปรากฏว่ามี 2 คดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคนเดียวกันเป็นผู้สั่งปิดคดีโดยไม่มีการยืนยันความปลอดภัยของผู้สูญหาย หนึ่งในนั้นคือคดีของ จาง มี-รัน หญิงวัย 37 ปี ซึ่งหายตัวไปตั้งแต่เดือนพ.ค. และตำรวจสั่งปิดคดีไปก่อนหน้า จนกระทั่งพบศพเธอในสวนปาล์ม ห่างจากที่พักเพียง 400 เมตร หลังผ่านไปนานถึง 104 วัน ส่วนอีกคดีเป็นชายวัย 60 กว่าปี ที่ครอบครัวต้องเข้าแจ้งความคนหายซ้ำ จนนำไปสู่การค้นหาและพบศพในที่สุด
สำนักข่าวยอนฮับรายงานว่า ศาลได้อนุมัติหมายขังเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าวในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปลอมแปลงบันทึกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของทางราชการ และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ แม้เจ้าตัวจะยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยอ้างว่าได้ติดต่อผู้สูญหายแล้วก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สำนักงานตำรวจสั่งตรวจสอบคดีคนหายย้อนหลังทั้งหมด 298 คดีที่นายตำรวจรายนี้เคยรับผิดชอบ ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีประมาณ 10 คดีที่อาจมีการปิดคดีโดยมิชอบ
ด้าน ยู แจ-ซอง รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ ได้กล่าวขอโทษต่อรัฐสภา พร้อมให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงระบบเชิงสถาบันทั้งหมดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย โดยออกคำสั่งด่วนให้การปิดคดีคนหายทุกกรณีต้องผ่านการตรวจสอบและลงนามอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา ระหว่างรอการปรับปรุงระบบบริหารจัดการคดี
ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ในแต่ละปีเกาหลีใต้ได้รับแจ้งความคดีผู้ใหญ่สูญหายมากกว่า 70,000 ราย โดยปีที่ผ่านมามีจำนวน 70,814 ราย ซึ่งตำรวจระบุว่าคดีส่วนใหญ่สามารถคลี่คลายได้ภายใน 30 วัน
กระแสความกังวลของสังคมเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ หลังจากพรรคประชาธิปไตยซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้ผลักดันการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาผ่านสภาเมื่อเดือนก.ค. เพื่อตัดอำนาจการสืบสวนสอบสวนที่เหลืออยู่ทั้งหมดออกจากพนักงานอัยการ โดยอ้างถึงประวัติการใช้อำนาจโดยมิชอบในอดีต ซึ่งกฎหมายฉบับแก้ไขจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ต.ค. นี้ ส่งผลให้ตำรวจกุมอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งหมด ท่ามกลางคำถามจากสังคมว่าองค์กรตำรวจมีความพร้อมและน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะแบกรับอำนาจดังกล่าวหรือไม่
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





