
นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวถึงโอกาสที่ กนง.จะพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ว่า คณะกรรมการ กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ระดับ 1.00% มีความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าที่ประชุม กนง. มีการหารือกันในประเด็นนี้พอสมควร
“ในกนง. ก็มีการหารือกันว่า อดีตเคยลดดอกเบี้ยลงไปถึง 0.50% ช่วงโควิด-19 เพียงแต่วันนี้ มีการประเมินว่า ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจในขณะนี้ ไม่มีความจำเป็น ถ้าการลดดอกเบี้ยในบริบทขณะนี้ ลดไป ก็ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะการส่งผ่านก็มีข้อจำกัด แต่ไม่ได้หมายความว่า ลดไม่ได้ ยังลดได้ถ้าเกิดวิกฤติ แต่ถ้าเศรษฐกิจยังเป็นไปตามอย่างที่เราประเมิน คือค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ และรอการมาของมาตรการการเงินเฉพาะจุด และมาตรการทางการคลัง ก็น่าจะเป็น Policy mix ที่เหมาะสมกว่า” นายดอน ระบุ
ส่วนแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ที่คาดว่าจะสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ในช่วงไตรมาส 4/69 และไตรมาส 1/70 จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่นั้น นายดอน กล่าวว่า แนวโน้มที่อัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นเพียงภาวะชั่วคราว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
“คงต้องติดตามสถานการณ์เงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจากผลกระทบของภาวะเอลนิโญ่ แต่จากสมมติฐานในกรณีฐาน (Base Case) เรามองว่าอัตราเงินเฟ้อจะค่อย ๆ ปรับลดลง ทั้งเงินเฟ้อจริง และเงินเฟ้อคาดการณ์ คงไม่ได้มีประเด็นอะไร เพียงแต่ต้องเตรียมพร้อม และไม่ชะล่าใจ แม้ความเสี่ยงจะลดลงมากเมื่อเทียบกับการประชุมกนง.ในครั้งก่อน” นายดอน ระบุ
นอกจากนี้ จะมีการติดตามความคืบหน้าว่ารัฐบาลจะมีการออกมาตรการการคลังเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ตลอดจนโครงการไทยช่วยไทยพลัส (เฟส 2) อย่างไรก็ดี ยืนยันว่า
“ยืนยันว่ากระสุนยังไม่หมด ถ้ามีความจำเป็น ก็ยังลด (ดอกเบี้ย) ได้อีก แต่ ณ จุดนี้ประสิทธิภาพไม่เยอะมาก ไม่คุ้มที่จะลด อาจจะมีข้อเสียอื่นเพิ่ม จึงต้องพึ่งอีก 2 นโยบาย (มาตรการคลัง+มาตรการการเงินเฉพาะจุด) สิ่งที่แบงก์ชาติทำได้ คือ มาตรการทางการเงิน ในส่วนของมาตรการการคลัง การกระตุ้น อาจไม่ต้องทำเยอะ ที่เราต้องการจริงๆ คือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการกระตุ้นการลงทุน ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้ากระตุ้นการลงทุนให้โต 20% ต่อปี ถ้าทำได้ ชีวิตเราก็จะสบาย ” นายดอน ระบุ
ส่วนกรณีอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) ที่ปรับสูงขึ้นนั้น กนง. ได้มอบหมายให้สายงานที่เกี่ยวข้องไปติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี บอนด์ยีลด์ที่ปรับสูงขึ้นไม่ใช่แค่เพียงสหรัฐเท่านั้น แต่พุ่งขึ้นทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งสะท้อนความไม่มั่นใจในฐานะการคลังของประเทศเหล่านี้ ดังนั้นถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
“เบื้องต้น การที่บอนยีลด์สหรัฐเพิ่มขึ้น ไม่ได้ฉุดให้บอนด์ยีลด์ไทยขึ้นตาม บอนด์ยีลด์ของเรา ยังถูกกำหนดโดย Supply Demand ในประเทศเป็นหลัก เรื่องต้นทุนการเงินในประเทศไม่ได้สูงไปด้วย วางใจได้ แต่อีกด้าน คนเกิดความไม่มั่นในดอลลาร์สหรัฐ มีผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เงินบาทแข็งค่า รวมทั้งคนไม่มั่นใจดอลลาร์สหรัฐ จึงหันไปซื้อทองคำ กดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวเงินบาทในปัจจุบันยังสอดคล้องกับภูมิภาค ไม่มีสัญญาณขาดเสถียรภาพแต่อย่างใด” นายดอน ระบุ
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน





