
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ธนาคารไทยเครดิต [CREDIT] กล่าวว่า สำหรับทิศทางการดำเนินงานในครึ่งปีหลังของปี 69 ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้ารายย่อยและกลุ่มผู้ประกอบการ Micro SME ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ (Underserved) ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านแอปพลิเคชัน Micro Pay e-wallet และ alpha by Thai Credit ตลอดจนเตรียมความพร้อมเปิดตัวระบบ Core Banking ใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและบริหารต้นทุน
ในระยะยาว พร้อมทั้งเดินหน้าสานต่อโครงการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อปลูกฝังวินัยทางการเงินและช่วยลดความเสี่ยง NPL ในพอร์ตสินเชื่อได้อย่างยั่งยืน และทำให้ NPL มีการทรงตัวจากครึ่งปีแรกที่ 4.3%
ธนาคารมีความมุ่งหวั่งเพิ่มอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้ปรับเพิ่มขึ้นไปในระดับกรอบบนที่ 20% จากครึ่งปีแรกอยู่ที่ 16.3% โดยคงเดินหน้าหาโอกาสขยายฐานในส่วนของผลิตภัณฑ์การเงินที่มีผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะการสนับสนุนทางการเงินให้กับผู้ประกอบการธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (MSME) รวมถึงสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต (Nano and Micro Credit) ให้เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งเป็นโอกาสของธนาคารในการที่เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น จากที่ธนาคารอื่นๆมีการระมัดระวังในส่วนของกลุ่มเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อย
ส่วนสินเชื่อในปี 69 คาดว่าจะทำได้แตะ 2 แสนล้านบาท จากครึ่งปีแรกที่มีพอร์ตสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 1.94 แสนล้านบาท โดยธนาคารพร้อมเร่งเครื่องขยายฐานสินเชื่อเชิงรุกผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจ MSME รวมถึงสินเชื่อ Nano and Micro Credit ให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยคาดว่าสินเชื่อในปี 69 ยังทำได้ตามเป้าเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก
“ธนาคารจะเน้นเติบโตแบบรอบคอบ และไม่ปล่อยกู้เกินความจำเป็นของลูกค้า เพื่อรักษาเสถียรภาพ” นายรอยย์ กล่าว
ด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) คาดว่าจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย 7.5-8% ในครึ่งปีหลัง และมุ่งผลักดัน ROE ให้เติบโตขึ้นไปชิดกรอบบนที่ 20% จากครึ่งปีแรกที่ 16.1%
พร้อมกันนั้นจะบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่าย ต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) คาดกรอบทั้งปี 42-44% จากครึ่งปีแรกอยู่ที่ 43.2% และรักษาเสถียรภาพของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ทั้งปีในกรอบต่ำกว่า 4.5% จากครึ่งปีแรกอยู่ในระดับ 4.3%
นอกจากนี้ ธนาคารยังเตรียมความพร้อมเปิดตัวระบบ Core Banking ใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและบริหารต้นทุน ในระยะยาว พร้อมทั้งเดินหน้าสานต่อโครงการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อปลูกฝังวินัยทางการเงิน
“ธนาคารอยู่ระหว่างพัฒนาแพลตฟอร์มคอร์แบงก์กิ้งใหม่ที่เป็น Fully Cloud และ Digital-first ภายใต้กลยุทธ์ช้าแต่ชัวร์โดยไม่ได้เน้นเปิดตัวเป็นคนแรกของตลาด แต่เลือกสร้างระบบไอทีที่แข็งแกร่งในระยะยาว ที่สำคัญคือระบบนี้เป็นการพัฒนาภายในองค์กร โดยบุคลากรของธนาคารเอง ทำให้งบลงทุนที่ใช้น้อยกว่างบประมาณระดับ 1-2 พันล้านบาทของธนาคารอื่นในอุตสาหกรรมอย่างมาก” นายรอยย์กล่าว
สำหรับการเกิดขึ้นของธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจาก CREDIT มีเครือข่ายสาขาที่เข้าถึงพื้นที่กว่า 500 สาขา และขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจแบบ Hybrid ที่ผสมผสานระบบฐานข้อมูลเข้ากับสายสัมพันธ์และการเข้าใจในพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ซึ่งระบบดิจิทัลล้วนไม่สามารถทดแทนได้
ด้านนโยบายปันผลปัจจุบันธนาคารจ่ายเงินปันผลที่อัตรา 30% ของกำไรสุทธิ โดยยืนยันจะรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลให้มีความคงที่และเสถียรภาพ เนื่องจากเป็นองค์กรที่อยู่ในช่วงเติบโตและจำเป็นต้องสะสมเงินกองทุน (Capital) ไว้สร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ก่อนพิจารณาขยับเพิ่มผลตอบแทนเมื่อพร้อม
โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล





