
รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ G20 ยกเว้นจีน เห็นพ้องกันเมื่อวันอังคาร (1 ก.ย.) ถึงความสำคัญของการยกเลิกนโยบายที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อสกัดความไม่สมดุลทางการค้าโลก
แถลงการณ์ของประธาน G20 หลังการประชุม 2 วันที่เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ระบุว่า ประเทศสมาชิกควรดำเนินมาตรการเพื่อขจัดนโยบายและแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาดที่ซ้ำเติมความไม่สมดุลให้รุนแรงขึ้น
รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิกอื่น ๆ ยืนยันว่า ประเทศที่มีการเกินดุลระหว่างประเทศสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควร “ขจัดความบิดเบือนที่จำกัดการบริโภคภายในประเทศ และส่งผลให้ต้องพึ่งพาการส่งออกเพื่อการเติบโตมากเกินไป”
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของทุกประเทศยังยืนยันคำมั่นของกลุ่มที่จะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การประชุมครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาในการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ขณะที่แทบไม่มีความหวังว่าสงครามระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ-อิสราเอลกับฝ่ายอิหร่านจะยุติลงในเร็ววัน
“ในแง่ของความรวดเร็ว เราต้องการลดเวลาที่สูญเสียไปกับความไม่แน่นอน และทุ่มเทเวลาให้กับการลงทุน การเติบโต และการเข้าถึงตลาดให้มากขึ้น” สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวระหว่างเปิดการประชุมช่วงเช้าว่าด้วยปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา
ในวันที่ 2 ของการประชุม ผู้นำด้านการเงิน G20 ได้หารือถึงประเด็นความไม่สมดุลทางการค้าโลก โดยมีปัญหากำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมส่วนเกินของจีนที่เรื้อรังมายาวนานเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ
อย่างไรก็ดี จีนยังคงปฏิเสธข้อวิจารณ์ของชาติตะวันตกมาโดยตลอด ที่กล่าวหาว่าจีนปล่อยให้สินค้าราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาดโลก จากการที่ภาคธุรกิจได้รับการอุดหนุนอย่างมหาศาลจากรัฐบาล
เดิมที สหรัฐฯ มีเป้าหมายที่จะออกแถลงการณ์ร่วมหลังสิ้นสุดการหารือ 2 วัน แต่เบสเซนต์เปิดเผยว่า ที่ประชุมไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องถ้อยคำเกี่ยวกับความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกได้ เนื่องจากจีนคัดค้าน
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต





