
การแข่งขันในธุรกิจ Wealth Management ของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เพราะสิ่งที่ธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์แข่งขันกันขายในวันนี้ ไม่ได้มีเพียงกองทุน หุ้นกู้ หรือหุ้นไทยอีกต่อไป แต่คือความสามารถในการพาลูกค้าเข้าถึงโอกาสลงทุนทั่วโลก
ความร่วมมือระหว่าง ธนาคารทหารไทยธนชาต [TTB] และ DBS Bank เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน เมื่อทั้งสองฝ่ายนำจุดแข็งด้านฐานลูกค้าในประเทศไทยมาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านบริหารความมั่งคั่งและเครือข่ายการลงทุนระดับภูมิภาคของ DBS โดยระยะแรกจะมีการโอนพอร์ตลงทุนสกุลเงินบาทของลูกค้า DBS Vickers Securities Thailand (DBSVT) ที่ให้ความยินยอมเข้าสู่ บล.ทีทีบี เวลธ์ (ttb wealth) คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2570
อีกกรณีหนึ่งคือความร่วมมือระหว่าง KAsset กับ J.P. Morgan Asset Management ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2567 เพื่อยกระดับความสามารถในการคัดเลือกและจัดสรรสินทรัพย์ทั่วโลก พร้อมนำงานวิจัยและผลิตภัณฑ์ระดับสากลมาให้ผู้ลงทุนไทยเข้าถึง ความร่วมมือนี้ต่อยอดมาสู่กองทุน K-WealthPLUS Series รวมถึงกองทุนไทยที่นำเงินไปลงทุนใน Active ETF ของ J.P. Morgan
ทั้งสองกรณีสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญว่า ผู้ให้บริการทางการเงินไม่จำเป็นต้องผลิตทุกอย่างด้วยตัวเองอีกต่อไป แต่สามารถนำเทคโนโลยี องค์ความรู้ และผลิตภัณฑ์ระดับโลกมาเชื่อมกับฐานลูกค้าในประเทศได้
โมเดลธุรกิจ Wealth จึงกำลังเปลี่ยนจาก การขายผลิตภัณฑ์ที่เรามี ไปสู่ การหาสินทรัพย์ที่ดีที่สุดในโลกให้ลูกค้า และเมื่อพรมแดนการลงทุนค่อย ๆ หายไป หุ้นไทยก็ไม่ได้แข่งขันกันเองอีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันกับหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ไต้หวัน หุ้นอินเดีย ตราสารหนี้โลก ทองคำ และสินทรัพย์ทางเลือกอีกนับไม่ถ้วน
สำหรับผู้ลงทุน การกระจายเงินไปต่างประเทศถือเป็นพัฒนาการเชิงบวก เพราะช่วยลดการพึ่งพาเศรษฐกิจและตลาดหุ้นประเทศเดียว นักลงทุนไทยไม่ควรถูกบังคับให้ฝากอนาคตทางการเงินทั้งหมดไว้กับตลาดที่มีขนาดเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตลาดทุนโลก
แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพอร์ตของนักลงทุนรายบุคคล อาจกลายเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างของตลาดหุ้นไทยได้เช่นกัน
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มลูกค้า Wealth เท่านั้น นักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ก็เดินไปในทิศทางเดียวกัน ปัจจุบัน กบข. มีสัดส่วนลงทุนในต่างประเทศประมาณ 60% เทียบกับในประเทศประมาณ 40% ขณะที่กองทุนประกันสังคม ณ สิ้นปี 2568 มีเงินลงทุนในต่างประเทศประมาณ 37.29% เพิ่มขึ้นจาก 32.26% ณ สิ้นปี 2567
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าสถาบันไทยทอดทิ้งตลาดหุ้นไทย แต่สะท้อนหลักการบริหารพอร์ตที่ตรงไปตรงมา เมื่อภาระผูกพันของกองทุนมีอายุยาวหลายสิบปี ผู้จัดการกองทุนย่อมต้องกระจายความเสี่ยงไปยังเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และสกุลเงินที่หลากหลาย ไม่สามารถฝากอนาคตไว้กับประเทศไทยเพียงแห่งเดียวได้
ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ควรถูกเรียกง่าย ๆ ว่า เงินทุนไหลออกเพราะเงินจำนวนหนึ่งยังคงบริหารผ่านธนาคาร และ บลจ.ไทย ซึ่งได้รับค่าธรรมเนียมจากการเป็นผู้แนะนำ ผู้จัดจำหน่าย และผู้ดูแลพอร์ต เพียงแต่ปลายทางของเงินไม่ได้เข้าสู่หุ้นหรือธุรกิจไทย
ผู้ชนะของยุคนี้จึงอาจเป็นธุรกิจ Wealth ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมจากการพาเงินไทยไปลงทุนทั่วโลก ส่วนผู้ที่ต้องเผชิญแรงกดดันกลับเป็นตลาดหุ้นไทย บริษัทจดทะเบียนไทย และผู้จัดการกองทุนที่ยังพึ่งพาผลิตภัณฑ์ในประเทศเป็นหลัก
จนกลายเป็น ความย้อนแย้งที่น่าสนใจที่สุด เพราะธุรกิจบริหารความมั่งคั่งของไทยอาจเติบโตได้ดี แม้ตลาดทุนไทยไม่ได้เติบโตตามไปด้วย
ประกอบกับ ปัจจุบันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ SET อยู่ที่ประมาณ 20 ล้านล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวดูใหญ่ แต่ Market Cap ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างตลาดแข็งแรงขึ้นในทุกมิติ
เพราะสิ่งที่สำคัญมาก คือ มูลค่าที่เพิ่มขึ้นกระจายอยู่ในบริษัทจำนวนมากเพียงใด มาจากกำไรที่เติบโตจริงมากน้อยแค่ไหน และมีบริษัทจากอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาเติมตลาดมากพอหรือไม่
หากการเพิ่มขึ้นของดัชนีและ Market Cap พึ่งพาหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว โดยเฉพาะหุ้นที่มีน้ำหนักต่อดัชนีสูงอย่าง DELTA ภาพของตลาดที่นักลงทุนมองเห็นก็อาจแข็งแรงกว่าสภาพความเป็นจริง หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมากยังขาดสภาพคล่อง ราคาหุ้นไม่ตอบสนองต่อผลประกอบการ ขณะที่กองทุนหุ้นไทยต้องเผชิญทั้งการไถ่ถอนหน่วยลงทุนและการแข่งขันจากกองทุนต่างประเทศ
ในอดีต การออมของคนไทยแทบไม่มีทางเลือกมากนัก เงินจึงไหลเข้าสู่เงินฝาก ประกัน กองทุนรวม และหุ้นไทยตามธรรมชาติ แต่วันนี้นักลงทุนสามารถซื้อสินทรัพย์ทั่วโลกผ่านโทรศัพท์มือถือ การที่เงินจะไม่อยู่ในตลาดหุ้นไทย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป
สิ่งที่สำคัญมากๆ คือ ตลาดหุ้นไทยต้องหาเหตุผลใหม่ ๆ เพื่อให้เงินเลือกอยู่ต่อ
ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าคนไทยไม่รักประเทศหรือไม่ต้องการลงทุนในหุ้นไทย แต่เป็นเพราะนักลงทุนมองหาอุตสาหกรรมที่เติบโต ผลตอบแทนที่เหมาะสม ธรรมาภิบาลที่เชื่อถือได้ และบริษัทที่สามารถนำเงินทุนไปสร้างมูลค่าเพิ่ม หากตลาดต่างประเทศตอบโจทย์เหล่านี้ได้มากกว่า การเคลื่อนย้ายเงินก็เป็นพฤติกรรมที่สมเหตุสมผล
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังก่อให้เกิดวงจรแบบงูกินหาง เมื่อตลาดขาดบริษัทเติบโต นักลงทุนจึงโยกเงินออก เมื่อเงินออก สภาพคล่องและมูลค่าการซื้อขายของหุ้นจำนวนมากก็ลดลง เมื่อราคาหุ้นไม่สะท้อนพื้นฐาน บริษัทคุณภาพย่อมไม่อยากเข้าจดทะเบียน หรืออาจเลือกตลาดอื่นที่ให้มูลค่าสูงกว่า สุดท้ายตลาดก็ยิ่งขาดบริษัทใหม่ที่จะดึงเงินกลับเข้ามา
ความเสี่ยงระยะยาวจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า SET จะขึ้นหรือลงกี่จุด แต่อยู่ที่ตลาดหุ้นไทยอาจค่อย ๆ ลดบทบาทจาก ศูนย์กลางการระดมทุนของเศรษฐกิจ เหลือเพียง ตลาดซื้อขายหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัท ขณะที่เงินออมของคนไทยถูกส่งไปสนับสนุนนวัตกรรม การจ้างงาน และการเติบโตของบริษัทในประเทศอื่นแทน
ทางออกของเราไม่ใช่การสร้างกำแพงกั้นเงินหรือทำให้การลงทุนต่างประเทศยากขึ้น เพราะการกระจายพอร์ตเป็นสิทธิและเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุน แต่ประเทศไทยต้องสร้างสินทรัพย์ที่ดีพอให้เงินอยากกลับมาเอง ทั้งการนำบริษัทในอุตสาหกรรมใหม่เข้าตลาด ยกระดับธรรมาภิบาล เพิ่ม Free Float ดูแลสิทธิผู้ถือหุ้น และส่งเสริมให้บริษัทใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ตลาดหุ้นไทยยังมีจุดแข็ง ทั้งหุ้นปันผลสูง ธนาคาร พลังงาน การแพทย์ ท่องเที่ยว โทรคมนาคม และบริษัทที่มีกระแสเงินสดมั่นคง แต่จุดแข็งเหล่านี้ต้องได้รับการต่อยอดไปสู่การเติบโต ไม่เช่นนั้นหุ้นไทยจะถูกมองเป็นเพียงแหล่งรับเงินปันผล ขณะที่เงินก้อนใหม่ถูกส่งไปซื้ออนาคตในต่างประเทศอื่นๆ
การแข่งขันในธุรกิจ Wealth จึงไม่ใช่เพียงเรื่องว่าธนาคารใดจะมีลูกค้ามากกว่า หรือใครมีผลิตภัณฑ์ต่างประเทศครบกว่า แต่เป็นกระจกที่กำลังสะท้อนคำถามใหญ่ของประเทศว่า ในวันที่คนไทยสามารถลงทุนได้ทั่วโลก ตลาดหุ้นไทยมีอะไรดีพอให้พวกเขายังเลือกลงทุนอยู่ที่นี่
เพราะในโลกที่เงินไม่มีพรมแดน เงินไทย ไม่ได้มีหน้าที่ต้องอยู่ใน “หุ้นไทย”
หุ้นไทยต่างหากที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า สมควรได้รับเงินนั้นไว้
โดย ธิติ ภัทรยลรดี





