เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี Data Center กี่แห่ง ใครสร้าง และใครจ่าย?

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังผลักดันให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นสมรภูมิสำคัญของการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อรองรับความต้องการประมวลผลข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้าสู่ภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

ThinkChina ซึ่งเผยแพร่รายงานของ Caixin Global ระบุว่า IDC ได้ปรับเพิ่มประมาณการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกในปี 2569 เป็น 4.97 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 56% จากปีก่อน ซึ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกมองว่า เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด 

ขณะที่รายงานจาก Boston Consulting Group, Temasek และ Infocomm Media Development Authority ของสิงคโปร์ คาดว่า AI จะเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ราว 1.20 แสนล้านดอลลาร์ให้กับ 6 ประเทศเศรษฐกิจหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ภายในปี 2570

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางการโหมโปรโมตตัวเลขการลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากจะทำให้หลายคนอยากรู้ว่า ปัจจุบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศูนย์ข้อมูลอยู่จำนวนเท่าใดแล้ว ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อสร้าง และประเทศต่าง ๆ ต้องรับมือกับผลกระทบด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก็กำลังเป็นคำถามสำคัญที่ประชาชนในภูมิภาคนี้อยากรู้และต้องการคำตอบ


1. ส่องตัวเลขดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาค

ข้อมูลจาก Digital in Asia ระบุว่า ปัจจุบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดดำเนินการแล้วมากกว่า 2,000 แห่ง ครอบคลุมตลาดหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายร้อยแห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมากกว่า 1,000 โครงการที่อยู่ในขั้นตอนการวางแผนพัฒนา โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าการลงทุนในกลุ่มนี้อาจสูงถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573

ขณะที่ข้อมูลจาก China Academy of Information and Communications Technology ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลในตลาดสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีขนาดรวมมากกว่า 4.4 กิกะวัตต์ในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 10 กิกะวัตต์ภายในปี 2573 โดยสิงคโปร์มีขนาดกำลังการผลิตมากกว่า 1.4 กิกะวัตต์ ตามด้วยมาเลเซีย 1.063 กิกะวัตต์, อินโดนีเซีย 900 เมกะวัตต์ และไทย 620 เมกะวัตต์

สภาพตลาดในแต่ละประเทศ:

  • สิงคโปร์: เป็นศูนย์กลางระดับ Tier 1 ของภูมิภาค โดยมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดดำเนินการแล้วประมาณ 1-1.4 กิกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดเข้มงวดด้านที่ดิน พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ทำให้การอนุมัติโครงการใหม่ทำได้ยาก และส่งผลให้การลงทุนด้านกำลังประมวลผลจำนวนมากไหลออกไปยังมาเลเซีย
  • มาเลเซีย: ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการประมวลผล AI ของภูมิภาค โดยมีศูนย์ข้อมูลเปิดดำเนินการแล้วมากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ อยู่ระหว่างก่อสร้างราว 300 แห่ง และอยู่ในแผนงานอีกกว่า 1,100 แห่ง ซึ่งศูนย์กลางการลงทุนสำคัญอยู่ที่รัฐยะโฮร์ (Johor) ด้วยความได้เปรียบจากพื้นที่ที่ยังมีอยู่มาก ต้นทุนพลังงานที่แข่งขันได้ และระยะทางใกล้กับสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและสายเคเบิลใต้น้ำ ขณะที่ระบบซัพพลายเชนสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว 
  • ไทย: เป็นอีกหนึ่งตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีข้อได้เปรียบจากทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน นิคมอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว และการเชื่อมต่อกับโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำ โดยกำลังการผลิตในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • อินโดนีเซีย: เติบโตจากความต้องการใช้งานภายในประเทศที่มีประชากรมากกว่า 280 ล้านคน โดยศูนย์กลางการลงทุนอยู่ในพื้นที่กรุงจากาตาร์และปริมณฑล (Greater Jakarta) ขณะเดียวกันเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาะบาตัม (Batam) กำลังถูกผลักดันให้เป็นศูนย์กลางแห่งใหม่สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์
  • เวียดนาม: เป็นหนึ่งในตลาดเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความเคลื่อนไหวสูง แม้ระดับการลงทุนยังเล็กกว่าประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนที่กล่าวมา แต่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณความสนใจในโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของเวียดนามแล้ว
  • ฟิลิปปินส์: มีปัจจัยหนุนจากความต้องการภายในประเทศ ประชากรที่มีทักษะดิจิทัล และนโยบายดึงดูดการลงทุนจากภาครัฐ แต่นับว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาศูนย์ข้อมูลเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค


2. ศึกค่ายบิ๊กเทค สหรัฐฯ vs จีน

การก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นการขับเคี่ยวและลงทุนร่วมกันระหว่างกลุ่มทุนเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกาและจีน แม้บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่าง Microsoft, Google และ Amazon Web Services จะลงทุนในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เริ่มเห็นกลุ่มทุนจีนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะบริษัทอย่าง ByteDance, Alibaba และ Tencent ซึ่งเข้ามาเป็นผู้ใช้และผู้เช่ากำลังประมวลผลรายสำคัญในภูมิภาคนี้

กลุ่มทุนสหรัฐอเมริกา:

  • Microsoft: ประกาศแผนการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมการขยายโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และ AI ในสิงคโปร์ ไทย และมาเลเซีย
  • Amazon Web Services (AWS) และ Google: ลงทุนรวมหลายพันล้านดอลลาร์ในการขยายระบบคลาวด์และสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในสิงคโปร์ ไทย และมาเลเซีย
  • Nvidia: ร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่นและผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อติดตั้ง AI Accelerators ในโครงการขนาดใหญ่ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย


กลุ่มทุนจีน:

  • บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง ByteDance (ผู้พัฒนา TikTok), Alibaba Cloud และ Tencent ต่างเช่าและลงทุนในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในมาเลเซียและไทย โดยโครงการในไทยที่มีความเชื่อมโยงกับทุนจีนหรือให้บริการลูกค้าเทคโนโลยีจีนมีสัดส่วนราว 60% – 70% ของโครงการที่ได้รับการอนุมัติ
  • ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่มีสายสัมพันธ์กับจีน เช่น DayOne (แยกตัวมาจาก GDS) และ Bridge Data Centres (บริหารโดย Bain Capital) ได้ขยายการก่อสร้างและปรับโครงสร้างองค์กรให้เป็นสากล เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าระดับนานาชาติในภูมิภาคนี้


3. พลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม ใครคือผู้แบกรับตัวจริง

แม้การลงทุนในศูนย์ข้อมูลจะสร้างตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงในหลายประเทศ รวมถึงไทย คือ ภาระต่อทรัพยากรที่ท้องถิ่นต้องแบกรับอย่างมหาศาล

  • ความต้องการพลังงานไฟฟ้า

ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของการเพิ่มขึ้นของความต้องการพลังงานทั่วโลกภายในปี 2578 โดยการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ

ศูนย์ข้อมูล AI จำเป็นต้องใช้พลังงานสูงกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไปหลายเท่าตัว เนื่องจากความหนาแน่นของเซิร์ฟเวอร์ต่อตู้ (Rack Density) ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่หนึ่งแห่งอาจใช้ไฟฟ้าเทียบเท่ากับครัวเรือนนับแสนหลังคาเรือน

ในบางประเทศ เช่น มาเลเซีย การผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลถึง 81% ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ทำให้การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลสวนทางกับเป้าหมายการลดคาร์บอน ส่วนในประเทศไทย มีรายงานว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากกำลังต่อคิวเพื่อขอจัดสรรโควตาพลังงานไฟฟ้า ซึ่งต้องใช้กระบวนการพิจารณาที่ยาวนานเนื่องจากข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้า

  • น้ำและระบบระบายความร้อน

เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสภาพอากาศร้อนชื้น โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 27°C ถึง 35°C ตลอดทั้งปี การระบายความร้อนให้เซิร์ฟเวอร์จึงทำได้ยากกว่าในภูมิภาคที่มีอากาศหนาวเย็น และการใช้วิธีการแบบเดิมไม่ได้ผลดี ทำให้ต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) หรือใช้น้ำในปริมาณมหาศาล สิ่งนี้สร้างความกังวลให้กับชุมชนโดยรอบเกี่ยวกับผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำ การปล่อยความร้อน และมลภาวะ

  • การคัดค้านจากชุมชนท้องถิ่น

การแย่งชิงทรัพยากรเริ่มส่งผลกระทบต่อการยอมรับของคนในพื้นที่ โดยในเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ชาวบ้านในรัฐยะโฮร์ มาเลเซีย ได้ออกมาประท้วงโครงการศูนย์ข้อมูล เนื่องจากความกังวลเรื่องฝุ่นละออง มลภาวะ และการใช้น้ำ จนนำไปสู่เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนหรือชะลอการอนุมัติโครงการใหม่

ผลจากความท้าทายเหล่านี้ ทำให้หลายประเทศในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย และไทย เริ่มบังคับใช้มาตรการคัดกรองที่เข้มงวดขึ้น โดยระงับการอนุมัติศูนย์ข้อมูลทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI หรือเพิ่มกระบวนการประเมินผลกระทบด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมก่อนอนุญาตให้ดำเนินการ

การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเป็นทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจดิจิทัลและการทดสอบระบบบริหารจัดการทรัพยากรของแต่ละประเทศ การดึงดูดการลงทุนจึงไม่ได้มีเพียงด้านบวก แต่มาพร้อมโจทย์สำคัญที่ทุกรัฐบาลต้องตอบ ทั้งเรื่องข้อจำกัดด้านพลังงานไฟฟ้า การจัดสรรน้ำ และการยอมรับจากชุมชน

โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

ข่าวล่าสุด