
นางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท (Thai Summit Group) กล่าวในงานสัมมนา “Thailand Transition เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” ในหัวข้อ “เกมใหม่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด” โดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตที่ซ่อนอยู่ของผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทยที่กำลังถูกละเลย และอาจทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกลายเป็นเพียงทัวร์ศูนย์เหรียญ
ผู้บริหาร ไทยซัมมิท ระบุว่า ประเทศไทยเป็นเปรียบเหมือนบ้านหลังใหญ่ที่เติบโตมาได้ด้วยลูกชายคนโต นั่นคือค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น และกำลังมีลูกชายคนเล็ก นั่นคือค่ารถยนต์ EV จากจีน ทำให้เกิดการแข่งขันกันในบ้าน แต่รัฐบาลและสังคมอาจลืมไปว่า บ้านหลังนี้เติบโตและเลี้ยงดูเด็กสองคนนี้มาได้ด้วยเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (Supply Chain) ที่เป็นแกนหลักและทำงานหนักมาโดยตลอด
หากไม่มีการปรับโครงสร้างหรือให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะกลายเป็นทัวร์ศูนย์เหรียญ ที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนและกอบโกยผลตอบแทนกลับประเทศตนเองทั้งหมด ในขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วน SME ชาวไทยจะตกอยู่ในสภาพเหมือนชาวนาที่ต้องทำงานหนัก เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ไม่มีเทคโนโลยี และถูกบีบกดราคาจากผู้ซื้อที่มีอำนาจเหนือกว่า
ข้อมูลจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนการลงทุนของเอกชนไทยลดลงต่อเนื่อง สวนทางกับต่างชาติ (FDI) พุ่งสูงถึง 57% ในปี 68 ยิ่งไปกว่านั้น โครงการที่ขอรับ BOI ในหมวดอุตสาหกรรมยานยนต์มีสัดส่วนน้อยลงเมื่อเทียบกับการลงทุนทั้งหมด และที่น่าตกใจคือ โครงการส่งเสริม SME ในหมวดนี้ ลดลงจาก 14 โครงการในปี 67 เหลือเพียง 1 โครงการในปี 68 ซึ่งสะท้อนว่าผู้ประกอบการไทยกำลังหดตัวอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ปัจจุบันยอดผลิตรถยนต์ในไทยลดลงเหลือ 1.45 ล้านคัน ในขณะที่จีนผลิตได้ถึง 34 ล้านคัน อินโดนีเซียมีแร่ผลิตแบตเตอรี่ และเวียดนามมีค่าแรงถูกกว่า ประเทศไทยจึงไม่สามารถแข่งขันด้วยขนาดการผลิต (Economy of Scale) ได้อีกต่อไปดังนั้น จึงเสนอให้ไทยใช้กลยุทธ์ “Economy of Scope” หรือการผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายโดยใช้ทรัพยากรชุดเดียวกันให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
“ประเทศไทยต้องไม่ทิ้งฐานการผลิตเดิม ทั้งรถกระบะ รถยนต์สันดาป และไฮบริด (21%) แต่ต้องเปิดรับ EV เข้ามาเสริมสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้ซัพพลายเออร์ไทยสามารถใช้เครื่องจักร โรงงาน และองค์ความรู้ร่วมกันในการผลิตชิ้นส่วนป้อนรถยนต์ได้ทุกประเภท”นางสาวชนาพรรณ กล่าว
นางสาวชนาพรรณ กล่าวอีกว่า รัฐบาลอัดฉีดอุตสาหกรรมรถยนต์ค่อนข้างมาก แต่ช่วงหลังไม่ค่อยเห็นการส่งเสริมที่เป็นเชิงกลยุทธ์ หากพูดถึงการส่งเสริมด้านดีมานด์ เช่น ส่งเสริมภาษีการซื้อรถ โครงการรถคันแรก มองว่ามาตรการดังกล่าวยังส่งเสริมในเม็ดเงินอยู่ในประเทศ อีกด้านในแง่ซัพพลาย ภาครัฐสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่คือผู้ประกอบการต่างชาติ ส่วนผู้ผลิตด้านซัพพลายเชนที่เป็น SME ขนาดเล็กมักถูกมองข้าม
นอกจากนี้ นางสาวชนาพรรณ ได้เสนอแนะนโยบายต่อภาครัฐเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้คนไทย โดยพูดถึง EV Ecosystem ที่ยังไม่แพร่หลายเรื่องจากโครงสร้างพื้นฐานไม่รองรับ นอกเหนือจากเรื่องพลังงาน ส่วนอื่น ๆ ไม่ได้ต้องการการลงทุนจำนวนมาก เพราะไม่ใช่การผลิต ที่ไม่ต้องการที่ดินโรงงาน ซึ่งจำเป็นหรือไม่ที่ต้องส่งเสริมตามมูลค่าการลงทุน
ประเด็นถัดมา การปรับโซนนิ่งหนุน SME ทำที่ชาร์จ EV แทนที่จะให้สิทธิประโยชน์เฉพาะรายใหญ่ที่ลงทุนมหาศาล รัฐควรให้สิทธิประโยชน์กับ SME ในเมืองรอง เช่น คาเฟ่ คาร์แคร์ หรือคอมมูนิตี้มอลล์ ให้ตั้งสถานีชาร์จเพื่อให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ EV ครอบคลุมทั่วประเทศ และสร้างธุรกิจใหม่ให้คนตัวเล็ก ยิ่งระยะทางไกลยิ่งต้องได้รับสิทธิประโยชน์สูง และเข้มงวด Local Content ต้องตรวจสอบการใช้ชิ้นส่วนในประเทศอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่นำชิ้นส่วนมา “หยอดกาว” ในไทยแล้วนับเป็น Local Content
นอกจากนี้ ในอีก 5-8 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับขยะแบตเตอรี่ EV จำนวนมหาศาล ซึ่งจะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ชิ้นใหญ่ที่สุดในภาคอุปโภคบริโภค นี่คือวิกฤตที่มาพร้อมโอกาสหากประเทศไทยเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมการรีไซเคิลและจัดการขยะ EV ก่อนประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งนี้จะเป็น New S-Curve ที่ช่วยดึงเม็ดเงินกลับมาจากประเทศเพื่อนบ้านได้
“ดิฉันรักอุตสาหกรรมนี้ และรักประเทศไทย สิ่งที่พูดในวันนี้เพื่ออยากให้เห็นว่า เราสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างแข็งแกร่ง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวชนาพรรณ กล่าวทิ้งท้าย
โดย วรินทร ศิรินอก





