FTA ไทย-EU ยังไม่จบ!! รัฐบาลยัน UPOV 1991 ยังไม่ได้ข้อยุติ กม.ยังคุ้มครองสิทธิเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง กระแสความกังวลเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) ในประเด็นอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) โดยระบุว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญกับข้อกังวลของทุกภาคส่วน และขอให้แยกแยะระหว่าง “สิทธิของเกษตรกรตามกฎหมายไทยในปัจจุบัน” กับ “ข้อเสนอที่อยู่ระหว่างการเจรจา” ออกจากกัน เนื่องจากข้อเสนอของ EU ยังไม่ใช่ข้อตกลงที่ไทยยอมรับ และการเจรจายังไม่ได้ข้อยุติ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยืนยันหลักการรับฟังความคิดเห็นจากทั้งเกษตรกร ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้บริโภค เนื่องจากเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อสิทธิเกษตรกร สิทธินักปรับปรุงพันธุ์ ต้นทุน ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหาร โดยทีมไทยกำลังร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการค้าระหว่างประเทศกับการดูแลเกษตรกร โดยจะไม่สรุปผลล่วงหน้าก่อนการเจรจาจบลง

นางสาวลลิดา ย้ำว่า การเจรจา FTA ไม่ได้ทำให้กฎหมายไทยเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติ หากความตกลงขั้นสุดท้ายมีข้อผูกพันที่เข้าหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนด และหากจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายภายใน จะต้องดำเนินการผ่านกระบวนการนิติบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงการเจรจาแล้วกฎหมายไทยจะเปลี่ยนทันที

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ภายใต้การกำกับของนางศุภจี กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามการเจรจา FTA ไทย–EU อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องหารือต่อ แม้ฝ่ายสหภาพยุโรปจะมีข้อเสนอให้แต่ละฝ่ายคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชตาม UPOV 1991 แต่เอกสารดังกล่าวเป็นข้อเสนอของ EU ที่ใช้เป็นฐานสำหรับการเจรจา ไม่ใช่ข้อความสุดท้ายที่ไทยและ EU ตกลงร่วมกันแล้ว ดังนั้น การระบุว่า “ประเทศไทยตกลงเข้า UPOV 1991 แล้ว” หรือ “ไทยตกลงแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว” จึงยังไม่ตรงกับสถานะการเจรจาในขณะนี้

สำหรับสิทธิของเกษตรกรไทยในปัจจุบัน ยังคงอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 (มาตรา 33) ซึ่งอนุญาตให้เกษตรกรเก็บส่วนขยายพันธุ์ที่ตนผลิตเองไว้เพาะปลูกต่อได้ รวมถึงข้อยกเว้นเพื่อการศึกษา วิจัย ปรับปรุงพันธุ์ และการกระทำที่ไม่ใช่เพื่อการค้า

“การบอกว่าวันนี้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อแล้วจะผิดกฎหมายทั้งหมด ไม่ถูกต้อง แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการที่เกษตรกรเก็บส่วนขยายพันธุ์ที่ตนผลิตขึ้นไว้เพาะปลูกต่อ กับการผลิตหรือจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองในเชิงการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน” นางสาวลลิดา กล่าว

นอกจากนี้ ในส่วนของ UPOV 1991 แม้จะคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ แต่ตามข้อ 15 (2) ก็ยังเปิดช่องให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นในกฎหมายภายใน เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตกลับมาใช้เป็นส่วนขยายพันธุ์ในแปลงของตนเองได้ตามเงื่อนไข การระบุว่า UPOV 1991 ห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ทุกกรณีจึงเป็นการสรุปที่กว้างเกินไป 

อย่างไรก็ดี รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์จะพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะรายละเอียดในอนาคตจะขึ้นอยู่กับผลการเจรจาขั้นสุดท้ายและกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้องต่อไป

“รัฐบาลและนางศุภจีให้ความสำคัญกับการสื่อสารเรื่องนี้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่สร้างความกังวลเกินกว่าสถานการณ์จริง แต่ขณะเดียวกันก็จะไม่ลดทอนข้อกังวลของเกษตรกร วันนี้ข้อเท็จจริงคือ FTA ไทย–EU ยังอยู่ระหว่างการเจรจา UPOV 1991 ยังไม่ใช่ข้อยุติ และกฎหมายไทยที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังมีข้อยกเว้นรองรับการเก็บส่วนขยายพันธุ์ของเกษตรกรไว้เพาะปลูกต่อภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย ทุกข้อเสนอที่อาจกระทบต่อเกษตรกรและความมั่นคงทางอาหารของประเทศจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ” นางสาวลลิดา กล่าว

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน