
อดีตทูตไทยประจำสหรัฐฯ เตือนหากผลการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART) ทำให้อัตราภาษีส่งออกของไทยสูงกว่า 12.5% ถือว่ารัฐบาลสอบตก เพราะจะทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบในตลาดโลก
นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา กล่าวถึงเกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐอเมริกา (ART) ในการประชุม ครม.เงา พรรคประชาชน (ปชน.) ว่า หากผลการเจรจาทำให้สินค้าส่งออกของไทยเผชิญภาษีสูงกว่า 12.5% ครม.เงาจะถือว่ารัฐบาลสอบตกในการเจรจาครั้งนี้ เนื่องจากจะทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค การเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ไทยไม่สามารถใช้ข้อได้เปรียบทั้งหมดที่มีอยู่ เนื่องจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ มุ่งพิจารณาประเด็นด้านการค้าเป็นหลัก ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังมีมิติด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ที่สามารถนำมาใช้ประกอบการเจรจาได้
ปัจจุบัน สหรัฐฯ อยู่ระหว่างดำเนินมาตรการภายใต้มาตรา 301 ที่เกี่ยวข้องกับไทยใน 2 ประเด็น ได้แก่ การนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ และปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ขณะที่รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างผลักดันการเจรจาความตกลง ART โดยกระทรวงพาณิชย์ระบุเมื่อต้นเดือนก.ย. ว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นทางเทคนิคอย่างต่อเนื่องเพื่อหาข้อสรุป
นายพิศาล กล่าวว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยในปี 68 ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 2.37 ล้านล้านบาท ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า การค้ากับสหรัฐฯ เชื่อมโยงกับการจ้างงานในประเทศไทยกว่า 400,000 ตำแหน่ง
*เสนอ 3 แนวทาง
ดังนั้น ตนจึงเสนอแนวทางต่อรัฐบาล 3 ประการ หากนายกรัฐมนตรีมีโอกาสหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แก่
1. นายกรัฐมนตรีควรอธิบายกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยตรงว่า ไทยต้องการเวลาในการปรับโครงสร้างการค้า โดยรัฐบาลไทยควรตรวจสอบรายการสินค้าและบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจสีเทา โรงงานสีเทา และการสวมสิทธิสินค้าที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมถึงจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติ เพื่อสร้างหลักประกันว่าสินค้าที่ส่งออกจากไทยปราศจากการใช้แรงงานบังคับ
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยตอบโจทย์ข้อกังวลของสหรัฐฯ โดยตรง โดยเฉพาะการสอบสวนตามมาตรา 301 เรื่องสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งปัจจุบันสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีที่แตกต่างกันตามมาตรการของประเทศคู่ค้าในการห้ามนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าว
2. ไทยควรยืนยันว่าจะสนับสนุนการลงทุนของบริษัทไทยที่สร้างการจ้างงานในสหรัฐฯ ต่อไป พร้อมขอให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สนับสนุนให้บริษัทสหรัฐฯ พิจารณาย้ายการลงทุนจากประเทศอื่นในภูมิภาคมายังประเทศไทย โดยใช้สถานะความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและการเป็นพันธมิตรระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจา จุดนี้เป็นไพ่ที่ไทยควรนำมาใช้ เนื่องจากการเจรจาไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงตัวเลขดุลการค้าและอัตราภาษี แต่ควรเชื่อมโยงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศด้วย
3. นายกรัฐมนตรีควรหาโอกาสเชิญประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนไทยเมื่อมีการเดินทางมายังภูมิภาค พร้อมสร้างช่องทางความสัมพันธ์กับบุคคลที่สามารถเข้าถึงฝ่ายบริหารสหรัฐฯ และใช้การทูตในระดับผู้นำเพื่อสนับสนุนการเจรจา
นายพิศาล กล่าวว่า นอกจากนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ควรใช้โอกาสการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่กรุงเทพฯ สร้างความสัมพันธ์กับ สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพราะความสัมพันธ์ในระดับบุคคลสามารถเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการรักษาผลประโยชน์ของไทยในการติดต่อกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะต่อไปได้
“รัฐบาลจำเป็นต้องรู้ว่าไทยมีเครื่องมือต่อรองอะไร และควรใช้เครื่องมือเหล่านั้นกับใคร เพราะผลของการเจรจาครั้งนี้จะกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ รวมถึงการจ้างงานในภาคการผลิต อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม” นายพิศาล กล่าว
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน





