
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เตรียมเปิดทำเนียบขาวต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ในวันที่ 24 ก.ย. นับเป็นการพบกันครั้งที่ 2 ของปี หลังการประชุมสุดยอดที่กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพ.ค. ขณะที่ทั้งสองพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ที่เปราะบาง พร้อมหาทางต่ออายุข้อตกลงพักรบทางการค้าก่อนถึงเส้นตายในวันที่ 10 พ.ย.
In Focus สัปดาห์นี้ขอชวนผู้อ่านไปส่องและคาดการณ์วาระสำคัญบนโต๊ะเจรจาทรัมป์-สี รวมถึง “ไพ่” ที่แต่ละฝ่ายถืออยู่ในมือว่า ประเด็นใดมีลุ้นจบด้วยข้อตกลง และประเด็นใดอาจกลายเป็นชนวนที่ดึงความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจกลับสู่ความตึงเครียดอีกครั้ง
ทรัมป์ปูพรมแดง รับสีเยือนครั้งแรกในรอบ 10 ปี
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีกำหนดเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 23-25 ก.ย. นับเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการระดับรัฐ (State Visit) ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2558 โดยสีจะเดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 23 ก.ย. ก่อนเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับทรัมป์ที่ทำเนียบขาวในช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ย.
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทรัมป์มีแผนเดินทางไปรับสีด้วยตนเองที่สนามบินฐานทัพร่วมแอนดรูว์ส ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับผู้นำสหรัฐฯ
สำนักงานของเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ระบุว่า พิธีต้อนรับจะเริ่มด้วยการยิงสลุตเป็นเกียรติโดยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ณ สนามหญ้าด้านใต้ (South Lawn) ของทำเนียบขาว ตามด้วยการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศที่สวนกุหลาบ (Rose Garden) และปิดท้ายด้วยการบินผ่านเป็นเกียรติ (flyover) ของเครื่องบินหลายลำ
ช่วงค่ำวันเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายจะร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำระดับรัฐพิธี (State Dinner) ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงจากวงการเทคโนโลยีและการเงินร่วมงานหลายคน ได้แก่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก จากเมตา แพลตฟอร์มส์ (Meta Platforms), เจนเซน หวง จากอินวิเดีย (Nvidia), แซม อัลท์แมน จากโอเพนเอไอ (OpenAI), สัตยา นาเดลลา จากไมโครซอฟท์ (Microsoft), เจฟฟ์ เบซอส จากอะเมซอน (Amazon), อีลอน มัสก์ จากเทสลา (Tesla), ซุนดาร์ พิชัย จากอัลฟาเบท (Alphabet), ไมเคิล เดลล์ จากเดลล์ (Dell), เจมี ไดมอน จากเจพีมอร์แกน เชส (JPMorgan Chase) และเจน เฟรเซอร์ จากซิตี้กรุ๊ป (Citigroup)
จับตาพักรบการค้า ไปต่อหรือพอแค่นี้
ประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดคงหนีไม่พ้นการต่ออายุข้อตกลงพักรบทางการค้า ซึ่งทั้งสองฝ่ายบรรลุในการพบกันที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเดือนต.ค. 2568 เพื่อช่วยคลี่คลายความขัดแย้งที่ปะทุหนักตลอดปี 2568 ทั้งการขึ้นภาษีตอบโต้กันเกิน 100% และการงัดมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จีนตกลงระงับมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากและเพิ่มการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ลดภาษีบางส่วนและระงับมาตรการตอบโต้ทางการค้าอื่น ๆ โดยข้อตกลงมีอายุ 1 ปี และจะสิ้นสุดในวันที่ 10 พ.ย. หากไม่มีการขยายเวลา
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นต่างเรื่องระยะเวลาที่จะต่ออายุ โดยมีรายงานว่าจีนต้องการให้พักรบยาวไปจนสิ้นสุดวาระของทรัมป์ ขณะที่เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า การขยายเวลา 3-6 เดือนเป็นกรอบที่สหรัฐฯ รับได้ เนื่องจากจีนปฏิบัติตามพันธกรณีด้านแร่หายากเพียงราว 2 ใน 3 และสหรัฐฯ ต้องการใช้ช่วงเวลาดังกล่าวประเมินการปฏิบัติตามข้อตกลงต่อไป
จอน ซิน ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศจากสถาบันบรูกกิงส์ และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายจีนในสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ มองว่า สีไม่ได้ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากนัก เพียงต้องการต่ออายุพักรบผ่านข้อตกลงแบบสุภาพบุรุษ (gentleman’s agreement) กับทรัมป์ เพื่อซื้อเวลาให้จีนเสริมความแข็งแกร่งของตนเอง
ทรัมป์ต้องการ “ดีล” กลับบ้าน สู้ศึกกลางเทอม
นอกเหนือจากการต่ออายุพักรบทางการค้า สำหรับทรัมป์ การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีประกาศข้อตกลงการค้าเพื่อสร้างผลงานก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย.
ดีลแรกที่ถูกจับตาคือการยืนยันคำสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำจากจีน โดยเกรียร์กล่าวเมื่อวันจันทร์ (21 ก.ย.) ว่า จีนมีความคืบหน้าในการสั่งซื้อตามคำมั่น 200 ลำ แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าจีนจะสั่งซื้อเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้
ส่วนสินค้าเกษตรเป็นอีกดีลที่สหรัฐฯ ต้องการเห็นความคืบหน้า โดยเฉพาะถั่วเหลือง ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ไปยังจีน โดยมีมูลค่า 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567
ทำเนียบขาวระบุว่า ในการพบกันที่ปูซาน จีนตกลงซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ปีละ 25 ล้านตันไปจนถึงปี 2571 ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังระบุว่า ระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งของทรัมป์เมื่อเดือนพ.ค. จีนตกลงซื้อสินค้าเกษตรประเภทอื่นเพิ่มอีก 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์
รัฐบาลจีนไม่เคยยืนยันข้อตกลงเหล่านี้ แต่จีนมีแนวโน้มที่จะทำได้ตามเป้าหมายการซื้อถั่วเหลือง ขณะที่การบรรลุเป้าหมายการซื้อสินค้าเกษตรประเภทอื่นอาจต้องอาศัยการยกเว้นภาษีนำเข้า 10% ที่ยังคงเหลืออยู่จากสงครามการค้า
ลุ้นดีลลดภาษีสินค้า 3 หมื่นล้านดอลล์
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือความคืบหน้าของแพ็กเกจลดภาษีต่างตอบแทนมูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ผ่านกลไกคณะกรรมการการค้า (Board of Trade) โดยครอบคลุมสินค้าทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูงหรือความมั่นคง ตั้งแต่สินค้าเกษตร พลังงาน และอุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิต
เอ็ดการ์ คาแกน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านจีนศึกษาจากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ (CSIS) มองว่า จีนคาดหวังมากกว่าการต่ออายุพักรบการค้า โดยต้องการเห็นสหรัฐฯ ประกาศลดหรือยกเว้นภาษีสินค้าจีนมูลค่าราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการที่จีนทำตามพันธกรณีซื้อสินค้าสหรัฐฯ ที่ตกลงไว้เมื่อเดือนพ.ค.
ขณะที่สหรัฐฯ มองว่า การลดภาษีควรแลกกับการที่จีนซื้อสินค้าสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เกรียร์เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ว่า ทั้งสองประเทศจะประกาศความคืบหน้าด้านสินค้าเกษตรและอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) นักวิเคราะห์จึงคาดว่าจีนอาจยกเว้นภาษีให้สินค้าบางรายการ โดยข้าวฟ่างและข้าวโพดเป็นตัวเก็ง เพราะเคยเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับต้น ๆ รองจากถั่วเหลือง
จีนถือไพ่ “แร่หายาก” ต่อรองสหรัฐฯ
นอกจากภาษี แร่หายากและแร่สำคัญได้กลายเป็นเครื่องมือต่อรองหลักในความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จีนผ่อนคลายการส่งออกแร่เหล่านี้ ส่วนจีนต้องการให้สหรัฐฯ ชะลอการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของบริษัทจีน
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาอลิกซ์พาร์ทเนอร์ส (AlixPartners) ระบุว่า จีนครองสัดส่วนการทำเหมืองแร่หายากราว 70% ของโลก กำลังการกลั่น 85% และการผลิตโลหะผสมและแม่เหล็กจากแร่หายากราว 90% จีนจึงกุมห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมตั้งแต่รถยนต์และชิป ไปจนถึง AI พลังงาน และเทคโนโลยีด้านความมั่นคง
ก่อนหน้านี้ จีนเคยจำกัดการส่งออกแร่หายากเพื่อตอบโต้การขึ้นภาษีของทรัมป์ ส่งผลกระทบต่อตลาดทั่วโลก จนทำให้สหรัฐฯ เห็นข้อจำกัดของการใช้มาตรการกดดันจีน
ไมเคิล โควริก ที่ปรึกษาอาวุโสของอินเตอร์เนชันแนล ไครซิส กรุ๊ป กล่าวว่า “ทรัมป์ปรับเปลี่ยนแนวทางต่อจีนอย่างมาก เพราะความพยายามในช่วงแรกที่จะใช้มาตรการภาษีในระดับสูงและข้อจำกัดการส่งออกเพื่อกดดันจีนไม่ประสบผลสำเร็จ” เขามองว่าทั้งสองฝ่ายต่างงัดไพ่ต่อรองแข่งกัน และสีเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบในเกมนี้
สำหรับการเจรจาครั้งนี้ สหรัฐฯ จึงต้องการหลักประกันว่าจะเข้าถึงแร่หายากและแร่สำคัญได้อย่างมั่นคง ส่วนจีนต้องการหลักประกันว่า สหรัฐฯ จะไม่ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกเป็นเครื่องมือกดดัน หรือสกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีของจีน
AI จากสมรภูมิแข่งขัน สู่เวทีหารือ
AI เป็นวาระสำคัญอีกข้อ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสองประเทศที่ยังไม่มีสัญญาณชะลอลง ทั้งสองฝ่ายมองว่าเทคโนโลยีนี้เป็นกุญแจทั้งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงแห่งชาติ และศักยภาพทางการทหาร ทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่า “ใครชนะ AI คนนั้นชนะ”
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐฯ นำหน้าจีนด้าน AI และรัฐบาลจะไม่ขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ ขณะที่ฝั่งจีนเองก็ไม่ยอมถูกทิ้งห่าง โดยเฉิน อี้ซิน รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีนเตือนว่า หากต่างชาติหรือฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์พัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ได้เหนือกว่า AI อาจกลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์
ปัจจุบันสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกชิป AI ประสิทธิภาพสูงไปยังจีน และกล่าวหาว่า นักพัฒนาจีนใช้วิธี “กลั่นโมเดล” (distillation) ดึงความสามารถจากโมเดล AI ของสหรัฐฯ ในระดับอุตสาหกรรม จีนโต้กลับว่าวิธีดังกล่าวใช้กันแพร่หลาย รวมถึงในบริษัทสหรัฐฯ เอง และวิจารณ์ว่าสหรัฐฯ พยายามผูกขาดอุตสาหกรรม AI
แม้จะแข่งกันดุเดือด ในการประชุมเมื่อเดือนพ.ค. ทั้งสองฝ่ายก็หารือถึงความจำเป็นในการเปิดช่องทางสื่อสารด้านความปลอดภัยของ AI โดยล่าสุด สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้พบกันที่นิวยอร์กเมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ย.) และเห็นพ้องให้มี “การหารือด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ-จีน” (US-China AI dialogue) พร้อมเสนอให้วางระบบแจ้งเตือน เพื่อลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่อาจเกิดจาก AI
AI จึงกลายเป็นโจทย์ที่สองมหาอำนาจต้องเดินสองทางพร้อมกัน ด้านหนึ่งแข่งขันช่วงชิงความได้เปรียบทางเทคโนโลยี อีกด้านต้องรักษาช่องทางสื่อสารไว้คุมความเสี่ยงที่กระทบความมั่นคงของทั้งสองชาติโดยตรง
ไต้หวัน ปมที่อาจแตะแล้วกระทบทั้งโต๊ะ
ไต้หวันยังเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นหารือ จีนต้องการให้สหรัฐฯ ยุติการขายอาวุธให้ไต้หวัน และแสดงจุดยืนคัดค้านเอกราชของไต้หวันอย่างชัดเจน
จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตน ขณะที่รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธการอ้างอธิปไตยของจีน ขณะที่สหรัฐฯ แม้ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่ก็ยังเป็นผู้สนับสนุนและผู้จัดหาอาวุธรายสำคัญของไต้หวัน
ทรัมป์เปิดเผยว่า สีเคยหยิบยกเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันขึ้นหารือตั้งแต่การพบกันเมื่อเดือนพ.ค. และทรัมป์เองเคยเรียกแพ็กเกจอาวุธมูลค่าสูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าเป็น “ไพ่ต่อรอง”
หลังกลับจากกรุงปักกิ่ง ทรัมป์ได้ชะลอการอนุมัติแพ็กเกจดังกล่าวออกไป อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ มีพันธกรณีตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน (Taiwan Relations Act) ปี 2522 ที่ต้องจัดหาอาวุธและเทคโนโลยีที่จำเป็นให้ไต้หวันป้องกันตนเองได้
แหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยว่า จีนอาจหยิบแถลงการณ์ร่วมสหรัฐฯ-จีนฉบับที่ 3 ซึ่งลงนามในปี 2525 มาใช้กดดันให้สหรัฐฯ ลดการขายอาวุธ โดยแถลงการณ์ฉบับนี้ระบุว่า สหรัฐฯ ตั้งใจจะทยอยลดการขายอาวุธให้ไต้หวันและไม่ได้ต้องการขายในระยะยาว ฝ่ายจีนย้ำว่าการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี
นอกจากเรื่องอาวุธแล้ว จีนยังต้องการให้ทรัมป์ปรับถ้อยคำเกี่ยวกับเอกราชของไต้หวัน จากจุดยืนเดิมที่ว่าสหรัฐฯ “ไม่สนับสนุน” เอกราชของไต้หวัน เป็นการประกาศว่า “คัดค้าน” เอกราชของไต้หวันโดยตรง แม้ต่างกันเพียงคำเดียว แต่ถือเป็นการขยับจุดยืนทางการทูตครั้งสำคัญ
อิหร่าน โจทย์ที่สหรัฐฯ ต้องขอแรงจีน
สงครามอิหร่านเป็นอีกประเด็นที่มีแนวโน้มถูกหยิบยกขึ้นหารือ สหรัฐฯ ต้องการให้จีนงดสนับสนุนอิหร่านทั้งทางทหารและด้านอื่น ๆ รวมถึงใช้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเตหะรานช่วยผลักดันให้สงครามยุติ
จีนพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในสงคราม และทำหน้าที่เป็นตัวกลางผลักดันการเจรจาหยุดยิง โดยอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เพิ่งเดินทางเยือนจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อขอแรงสนับสนุนจากจีน
ในฐานะผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุดของโลก จีนมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่านอยู่มาก ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าจีนยังจัดส่งสินค้ามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้อิหร่านผ่านเครือข่ายหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว
ไพ่ที่สหรัฐฯ ใช้กดดันจีนคือการขยายมาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ (Secondary Sanctions) ต่ออิหร่าน ซึ่งมุ่งเป้าเครือข่ายการเงินที่ช่วยอิหร่านหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร และลามถึงบริษัทและสถาบันการเงินจีน
อย่างไรก็ดี เบสเซนต์เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และจีนได้หารือเรื่องมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวแล้ว โดยระบุว่าการหารือเบื้องหลังมีประสิทธิภาพมากกว่าการแสดงจุดยืนต่อสาธารณะ และเจ้าหน้าที่การเงินจีนมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว
นักวิเคราะห์ชี้ “ทรัมป์-สี” เน้นประคองสัมพันธ์มากกว่าดีลใหญ่
การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสองชาติเมื่อเดือนพ.ค. เต็มไปด้วยพิธีการ แต่จบลงด้วยข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมไม่มากนัก นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงมองว่าการพบกันครั้งนี้จะเน้นรักษาความสัมพันธ์และหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง มากกว่าผลักดันข้อตกลงครั้งใหญ่
นักวิเคราะห์ด้านจีนจากแบงก์ ออฟ อเมริกา โกลบอล รีเสิร์ช (BofA Global Research) ประเมินว่า ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการต่ออายุพักรบการค้าออกไปอีก 1 ปี ซึ่งยาวกว่ากรอบ 3-6 เดือนที่เกรียร์ส่งสัญญาณไว้ การต่ออายุนี้จะคงอัตราภาษีปัจจุบันและระงับมาตรการควบคุมการส่งออกใหม่ ขณะที่จีนอาจตกลงซื้อสินค้าสหรัฐฯ เพิ่ม ซึ่งอาจรวมถึงเครื่องบินโบอิ้ง
อย่างไรก็ตาม BofA มองว่าประเด็นอื่นยังคืบหน้าได้จำกัด โดยเฉพาะการเปิดทางให้จีนเข้าถึงชิปประสิทธิภาพสูง และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกที่มีผลอยู่
ไรอัน ฮาส นักวิจัยจากสถาบันบรูกกิงส์ มองสอดคล้องกันว่า ทั้งทรัมป์และสีกำลังเก็บผลประโยชน์เล็ก ๆ ควบคู่กับการเลี่ยงความขัดแย้ง ดุลยภาพที่ไม่แน่นอนระหว่างสองประเทศเปิดโอกาสให้ผู้นำทั้งคู่ส่งสัญญาณต่อประชาชนว่ายังคุมเกมกับคู่แข่งได้ ขณะเดียวกันก็ใช้เวลานี้ลดการพึ่งพาและจุดเปราะบางที่มีต่ออีกฝ่าย
แคลร์ รีด ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ (CSIS) มองว่า สหรัฐฯ อาจต้องการต่ออายุพักรบการค้าเพียงระยะสั้น เพราะข้อตกลงนี้ยังเป็นเครื่องมือต่อรองสำคัญ และรัฐบาลทรัมป์คงไม่อยากปล่อยไพ่ใบนี้ออกไปไกลเกินไป
การเปิดโต๊ะเจรจาครั้งนี้อาจไม่ใช่การยุติศึกอย่างถาวร หากแต่เป็นเกมวัดใจที่สองมหาอำนาจจำต้องถอยคนละก้าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และไม่ว่าการขยับไพ่บนโต๊ะของทรัมป์และสี จะออกหัวหรือก้อย แรงสั่นสะเทือนจากการเดิมพันครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบข้ามพรมแดนมาถึงห่วงโซ่อุปทาน ตลาดการเงิน และเสถียรภาพของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กัลยาณี ชีวะพานิช





