ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (23 ก.ย.) โดยตลาดถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ รวมทั้งความวิตกกังวลว่าสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อาจยืดเยื้อ หลังจากประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน ประกาศกลางที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ว่า อิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,511.59 จุด ลดลง 352.10 จุด หรือ -0.68%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,706.03 จุด ลดลง 58.61 จุด หรือ -0.75%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,936.04 จุด ลดลง 308.24 จุด หรือ -1.13%
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ [BRENT.X] พุ่งขึ้นเกือบ 4% หลังจากปธน เปเซชเคียนกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม UNGA ที่นครนิวยอร์กในวันพุธว่า อิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ พร้อมกับกล่าวหาว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นผู้เปิดฉากโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านอย่างผิดกฎหมาย โดยความเคลื่อนไหวของปธน.อิหร่าน เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าเขาอาจจะ “ทำลายล้าง” อิหร่าน
ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยเอสแอนด์พี โกลบอลระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นเดือนก.ย.ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 58.4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 5 ปี จากระดับ 56.0 ในเดือนส.ค.
การพุ่งขึ้นของดัชนี PMI ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นทะลุระดับ 5% แตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี และเพิ่มน้ำหนักต่อการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนต.ค.
ตลาดยังถูกกดดันหลังจากไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟดกล่าวในวันพุธว่า เขาคาดว่าเฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยระบุว่า “ตลาดแรงงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเรา และยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะกลับเข้าสู่เป้าหมายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม”
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 77% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. และให้น้ำหนักมากถึง 95% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.
หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารร่วงลง 1.89% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 1.88% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้น 1.04%
หุ้น Meta Platforms ปรับตัวขึ้น 1% ส่งผลให้ยอดบวกในสัปดาห์นี้เพิ่มขึ้นเป็น 12% หลังบริษัทเปิดตัวผู้ช่วย AI ที่ชื่อ “Muse” ซึ่งสามารถส่งอีเมล ประกาศขายรถยนต์ และจองตั๋วเดินทางแทนผู้ใช้ได้เองโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า แม้ผู้ช่วย AI ที่ชื่อว่า “Muse” จะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี แต่ตลาดกังวลว่า Muse อาจเข้ามาแข่งขันกับแพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์ โบรกเกอร์ออนไลน์ และธุรกิจจองการเดินทางออนไลน์ โดยล่าสุด บริษัท Amazon ได้ทำการบล็อกไม่ให้ผู้ช่วย AI ตัวนี้เข้ามาทำรายการชอปปิงบนแพลตฟอร์มของบริษัท
หุ้น Expedia ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านการเดินทางออนไลน์ และหุ้น Airbnb แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับจองที่พัก ต่างก็ดิ่งลงกว่า 7%
หุ้น Alphabet ซึ่งบริษัทแม่ของ Google ร่วงลง 3.8% ขณะที่หุ้น Amazon ร่วงลง 2.2% ส่วนดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) ปรับตัวลง 1.2% นำโดยหุ้น Nvidia ร่วงลง 1.5%
นักลงทุนจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างปธน.สี จิ้นผิง ผู้นำจีน และปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาว โดยคาดว่าการเจรจาของผู้นำทั้งสองจะเน้นหนักใน 3 ประเด็น ซึ่งได้แก่ประเด็นการค้า ไต้หวัน และเทคโนโลยี โดยเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นหัวใจสำคัญในการเจรจาประเด็นเทคโนโลยี
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์เปิดเผยว่า การประชุมสุดยอดอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้นในเช้าวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) และสิ้นสุดในช่วงเย็นวันศุกร์ (25 ก.ย.) นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์จะจัดงานเลี้ยงรับรองเพื่อต้อนรับปธน.สี โดยเชิญผู้นำภาคธุรกิจของสหรัฐ เข้าร่วมด้วย ซึ่งรวมถึงเจมี ไดมอน ซีอีโอของ JPMorgan Chase, เจน เฟรเซอร์ ซีอีโอของ Citigroup, แซม อัลต์แมน ผู้บริหารของ OpenAI และเจนเซน หวง ผู้บริหารของ Nvidia
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





