
นางแอนนา พอลสัน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย กล่าวว่า เฟดอาจจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล
“เมื่อมองไปข้างหน้า หากสถานการณ์เป็นไปตามที่ดิฉันคาดไว้ การคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยก็อาจมีความเหมาะสม”
“แม้ว่าในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา แรงกดดันด้านราคาเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงอยู่ที่ประมาณ 2.5-3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างมาก และช่องว่างดังกล่าวก็แทบไม่มีสัญญาณว่าจะลดลง”
“สิ่งดีที่สุดที่ดิฉันสามารถพูดได้เกี่ยวกับเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้ก็คือ อย่างน้อยมันก็ไม่ได้แย่ลง” นางพอลสันกล่าว
นอกเหนือจากเรื่องเงินเฟ้อแล้ว นางพอลสันกล่าวว่า ผลผลิตทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงทรงตัว
ด้านนายไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด กล่าวในวันนี้ว่า เขาคาดว่าเฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
“ตลาดแรงงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเรา และยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะกลับเข้าสู่เป้าหมายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม”
“ยิ่งไปกว่านั้น มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ ขณะที่ความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานลดลงแล้ว” นายบาร์กล่าว และเสริมว่า “ในกรณีพื้นฐานที่ผมคาดการณ์ไว้ มีแนวโน้มว่าเราจำเป็นต้องปรับนโยบายเพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะลดลงสู่เป้าหมายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เราต้องการสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการจ้างงานเต็มศักยภาพและรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อเป้าหมายดังกล่าว”
นายบาร์กล่าวถึงการที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเป็นการดำเนินการที่สำคัญสำหรับนโยบายการเงิน ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมในการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด
นายบาร์กล่าวถ้อยแถลงดังกล่าว ขณะที่เอสแอนด์พี โกลบอล รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 58.4 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 62 เดือน จากระดับ 56.0 ในเดือนส.ค. ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านราคาก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2565
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




